Economics

‘พลังงาน’ เรียกประชุมด่วน! ประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมัน ก่อนดึงกองทุนฯ ลดผลกระทบ

พลังงาน เรียกประชุมด่วนพรุ่งนี้ ประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมัน หลังราคาน้ำมันพุ่ง เหตุสหรัฐโจมตีอิรักอิหร่าน สนพ.ขอดูราคาน้ำมันดิบดูไบวันที่ 6 ม.ค. สะท้อนสถานการณ์จริง ย้ำกองทุนน้ำมันฯมีสภาพคล่อง 38,000 ล้าน

สถานการณ์ความตรึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐโจมตีทางอากาศที่ท่าอากาศยานนานาชาติ กรุงแบกแดดของอิรัก เมื่อวันศุกร์ที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ทำให้นายพลกัสซิม โซเลมานี ผู้บัญชาการกองกำลัง Quds Force  ของอิหร่าน และ นายอาบู มาห์ดี อัลมูฮันดิส รองผู้นำกองกำลังฮาชด์ชาบีของอิรักเสียชีวิต ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น 4% เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา

และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีกหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย และอาจส่งผลกระทบลุกลามไปถึงการปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านมีบทบาทในในเส้นทางดังกล่าว ทำให้การขนส่งน้ำมัน ไม่สามารถเดินเรือผ่านช่องแคบเข้าสู่มหาสมุทรอินเดียได้ ทำให้น้ำมันหายไป 20% โดยรายงานสถานการณ์น้ำมันล่าสุด ณ วันที่ 5 มกราคมน้ำมันดิบเบรนท์มาอยู่ที่ 68.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI อยู่ที่ 63.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น วันนี้ (5 ม.ค.) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานะการณ์อย่างใกล้ชิด และในวันพรุ่งนี้ (6 ม.ค.) ได้เรียกประชุมกับนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินสถานะการณ์ ตลอดจนแนวโน้ม ที่อาจเกิดขึ้นในทุกมิติ และทุกแง่มุม ทั้งนี้เพื่อจัดเตรียมมาตรการแก้ไข และบรรเทาความเดือดร้อน ที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนได้ทันที และให้รายงานข้อสรุปทั้งหมด โดยนายสนธิรัตน์ จะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนต่อไป

วัฒนพงษ์ คุโรวาท

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ต้องมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้งในวันจันทร์ที่ 6 มกราคมนี้ แม้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้น อาจทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลกรณีมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมัน มีเรือบรรทุกน้ำมันผ่านเข้าออกช่องแคบนี้ประมาณ 19 ล้านบาร์เรล แต่ก็ต้องมีการประเมินอีกครั้ง เพราะสถานการณ์อาจไม่ขยายวงรุนแรง

สำหรับมาตรการที่กระทรวงพลังงานได้วางไว้ก่อนหน้านี้ กำหนดไว้ 4 ปัจจัยเพื่อดึงกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาบรรเทาผลกระทบ ประกอบด้วย

1.ราคาน้ำมันดิบดูไบ ปรับขึ้นเกิน 70  ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

2.ราคาดีเซลในประเทศ ปรับขึ้นเกิน 30 บาทต่อลิตร

3.ราคาน้ำมันตลาดโลก ปรับขึ้นเกิน 5 ดอลลาร์ภายใน 1 สัปดาห์

4. ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับขึ้นเกิน 1 บาทต่อลิตร

แต่ทั้งนี้จะต้องดูสถานการณ์อีกครั้ง และขึ้นกับนโยบายด้วย โดยราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นทุกๆ 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมีผลต่อราคาน้ำมัน 20 สตางค์ต่อลิตร

ทั้งนี้ ล่าสุดผู้ค้าน้ำมันก็ประกาศปรับราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดขึ้นแล้ว 50 สตางค์ต่อลิตรยกเว้น แก๊สโซฮอล์อี 85 ปรับขึ้น 30 สตางค์ต่อลิตร สำหรับสถานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 22 ธันวาคม 2562 อยู่ที่ 38,425 ล้านบาท ถือว่ายังมีสภาพคล่องที่จะดำเนินการบรรเทาผลกระทบได้

Add Friend Follow
SARANYA THONGTHAB