Branding

ไปรษณีย์ไทยปลื้ม ความ ‘เชื่อมั่น’ แบรนด์เพิ่ม เดินหน้า ‘ส่งด่วน-ส่งดี’

ไปรษณีย์ไทย เผยผลสำรวจความเชื่อมั่นในแบรนด์ไปรษณีย์ไทย ปี 2562 สูงถึง 88% จากปี 2561 อยู่ที่ 85.6% ชี้เป็นผลจากการยกระดับคุณภาพบริการให้มีความรวดเร็วตอบโจทย์ตลาดอีคอมเมิร์ซ ลั่นปี 2563 เดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2560 ผลสำรวจความเชื่อมั่นของไปรษณีย์ไทยเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยในปี 2560 ผลสำรวจอยู่ที่ 82.8ๅ% ปี 2561 ผลสำรวจอยู่ที่ 85.6% และในปี 2562 ผลสำรวจอยู่ที่ 88% โดยเก็บข้อมูลกับกลุ่มลูกค้า/ประชาชนที่ใช้บริการไปรษณีย์ และไม่ได้ใช้บริการไปรษณีย์ ระหว่างวันที่ 18 ต.ค. 2562 – 18 พ.ย. 2562 จำนวน 3,840 ราย

ทั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้บริการมีความเชื่อมั่นในแบรนด์ไปรษณีย์ไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากพัฒนาคุณภาพบริการให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาไปรษณีย์ไทยได้พัฒนาคุณภาพบริการ EMS ในประเทศจากเดิมที่ใช้เวลา 2-3 วันในการส่งให้เร็วขึ้นเป็น ส่งเช้าได้บ่าย ส่งได้บ่ายวันรุ่งขึ้น หรือ Same Day/ Next Day และปัจจุบันสามารถให้บริการ EMS Same Day ได้แล้วทุกพื้นที่สำหรับการฝากส่งภายใน 11.00 น. ในกรุงเทพ/ ปริมณฑล และการฝากส่งในพื้นที่อำเภอเดียวกัน จังหวัดเดียวกัน

ส่วน EMS Next Day Day ฝากส่งภายใน 17.00 น. นำจ่ายภายในวันรุ่งขึ้น จากต้นทางพื้นที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี ถึงปลายทางไปรษณีย์จังหวัดทุกแห่ง (ยกเว้นไปรษณีย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน) และจากต้นทางไปรษณีย์จังหวัดทุกแห่ง (ยกเว้น ไปรษณีย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ถึงปลายทางพื้นที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี

นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยเล็งเห็นถึงการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 20% โดยในปี 2562 ไปรษณีย์ไทยรองรับปริมาณสิ่งของฝากแล้วกว่า 3,000 ล้านชิ้น และคาดว่าจะมีปริมาณชิ้นงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ จึงเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการปูพรมติดตั้งเครื่องคัดแยกพัสดุแบบกล่อง หรือ Cross Belt Sorter ที่มีประสิทธิภาพในการคัดแยกสิ่งของได้กว่า 6,500,000 ชิ้นต่อเดือน ที่ศูนย์ไปรษณีย์หลักสี่

ขณะเดียวกัน เพื่อรองรับปริมาณงานทั่วประเทศที่จะเพิ่มขึ้นในปี 2563 โดยการติดตั้งเครื่อง Cross Belt Sorter ณ ศูนย์ไปรษณีย์หลักสี่ นับเป็นเครื่องที่ 2 ต่อจากศูนย์ไปรษณีย์ศรีราชา มีประสิทธิภาพในการคัดแยกสิ่งของได้กว่า 6,500,000 ชิ้นต่อเดือน ซึ่งเมื่อรวมศักยภาพของทั้งสองเครื่องแล้วจะรองรับปริมาณงานได้มากถึง 13,000,000 ชิ้นต่อเดือน และในปี 2563 จะติดตั้งเครื่องคัดแยก ณ ศูนย์ไปรษณีย์ อีก 7 แห่ง รวมเป็น 9 เครื่อง ซึ่งเมื่อใช้งานอย่างเต็มระบบจะสามารถรองรับปริมาณงานได้ 60,000,000 ชิ้นต่อเดือน

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้บริการเชื่อมั่นในแบรนด์ไปรษณีย์ไทยคือความมุ่งมั่นให้บริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โดยบริการที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ Cash On Delivery (COD) หรือบริการเก็บเงินปลายทาง ผ่าน [email protected] ซึ่งผู้ส่งจะได้รับค่าสินค้ากลับเข้าสู่ระบบภายใน 2 วัน ส่วนผู้รับสามารถเลือกชำระค่าสินค้าได้ 3 ช่องทาง ได้แก่ เงินสด แอปพลิเคชัน[email protected] และโมบายแบงค์กิ้ง

“ไปรษณีย์ขอขอบคุณผู้ใช้บริการไทยทุกคนที่เชื่อมั่นและเลือกใช้บริการ ของไปรษณีย์ไทยเสมอมา ทั้งนี้ ในปี 2563 ไปรษณีย์ไทยพร้อมที่จะส่งต่อบริการที่มีคุณภาพ “ส่งด่วน-ส่งดี” เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม พร้อมทั้งใช้ศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์ ของคนไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงด้วยมาตรฐานสากลที่ผู้ใช้บริการไทยนึกถึงลำดับแรกต่อไป” นางสมร กล่าว

Add Friend Follow
WANPEN PUTTANONT