ดูหนังออนไลน์
General

10 ข่าวเด่น-ที่ยิ่งใหญ่ ปี 2019

ก่อนจะโบกมือลา ปี 2562 ในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้ หากย้อนดูสถานการณ์ในรอบปี จะพบว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงเลยทีเดียว เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ตามมาด้วยการดันเมกะโปรเจค และการประมูลโครงการยักษ์ต่างๆ ทำท่าเศรษฐกิจจะไปได้สวย แต่มาโดนลูกหลงจากสงครามการค้า ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกรวมถึงไทย ทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวไปด้วย ทำให้เสียงปริ่มน้ำที่มีฝ่ายค้านแซะทุกเม็ด อย่างรัฐบาล “ลุงตู่” ต้องออกมา “แจกแหลก” กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังกันจ้าละหวั่น เรามาประมวลภาพข่าวเด่นตลอดปี 2562 กัน

“ส่งออก”ไทยน่าห่วงต่อเนื่องปี 63

การส่งออกของไทยในปี 2562 อยู่ในสภาพ “ไม่ฟื้น” แต่เชื่อว่าไทยก็ไม่ต่างจากทั่วโลก ที่ต้องประสบกับปัญหาการแข่งขันการส่งออกที่รุนแรง จากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและเงินบาทที่แข็งค่า  โดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าอย่างรุนแรงในรอบ 6 ปี และเทคโนโลยีดิสรัปชั่นในหลายๆอุตสาหกรรม รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักเกือบทุกประเทศ

ฉะนั้นจะเห็นว่าตลอดปี 2562 การส่งออกของไทยส่วนใหญ่ลดลงเกือบทุกเดือน มีเพียงเดือนกุมภาพันธ์และเดือนกรกฎาคม 2562 เท่านั้นที่การส่งออกเป็นบวก ไม่เฉพาะแต่การส่งออกที่ลดลงแม้แต่การนำเข้ายังลดลงต่อเนื่อง

ล่าสุดนางสาวพรเพ็ญ สดศรีชัย ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจมหาภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาระบุว่าการส่งออกปีนี้แผ่วกว่าที่คาดมีแนวโน้มหดตัวประมาณ 3.3%  มูลค่าการส่งออกหดตัวต่อเนื่อง โดยเดือนพฤศจิกายนหดตัวถึง 7.7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นเพราะการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าเป็นสำคัญ  ส่วนเดือนธันวาคม คาดว่าตัวเลขการส่งออก จะติดลบน้อยกว่าเดือนพฤศจิกายน ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างการผลิต และการค้าโลก จากสภาวะกีดกันทางการค้าที่ผ่านมา  ทำให้สินค้าไทยบางส่วนถูกทดแทนด้วยสินค้าจากจีนในตลาดอาเซียน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าแม้ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐ กับจีน จะมีสัญญาณในเชิงบวกมากขึ้น หลังจากที่สองประเทศบรรลุข้อตกลงทางการค้าเฟสแรกร่วมกัน เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2562 (คาดว่าจะลงนามร่วมกันช่วงต้นเดือนมกราคม 2563) มีผลให้สหรัฐและจีนระงับการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันรอบวันที่ 15 ธันวาคม 2562 แต่ เนื่องจากสหรัฐและจีน เพิ่งบรรลุข้อตกลงทางการค้าร่วมกันเพียงเฟสแรก  ทำให้ประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ ยังไม่น่าจะยุติในระยะเวลาอันใกล้ ยังไม่น่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าไทยในปีหน้ามากนัก

ดังนั้นเชื่อว่าการส่งออกไทยในปี 2563 จะยังหดตัวต่อเนื่อง  จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักและทิศทางเงินบาท ที่อาจจะยังคงเคลื่อนไหวในกรอบที่แข็งค่า ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันทางด้านราคาของผู้ส่งออกไทยแน่นอน

“คิง เพาเวอร์” กวาดเรียบ! คว้าดิวตี้ฟรี 5 สนามบินใหญ่

การประมูลกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (Duty Free) ในสนามบินกลายเป็นเป้าโจมตีมาหลายปี ด้วยข้อครหาว่า “บริษัท ท่าอากาศยานไทย (มหาชน) หรือ ทอท.” อาจเอื้อประโยชน์ให้ “คิง เพาเวอร์” ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานรายเดิม ทาง ทอท. จึงต้องปรับเงื่อนไขการประมูล (TOR) พลิกไปมาอยู่หลายครั้ง ก่อนคณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท. จะมีมติให้แยกสัญญาเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Pick Up Counter) ออกจากสัญญาดิวตี้ฟรี เพื่อเปิดเสรีดิวตี้ฟรีในเมืองและในสนามบินให้ผู้ประกอบการทุกราย

ช่วงต้นปี 2562 ทอท. ก็ได้ฤกษ์ ลุยไฟ! เปิดประมูลดิวตี้ฟรีในสนามบิน 4 แห่ง แบ่งเป็นสนามบินสุวรรณภูมิ 1 สัญญาและสนามบินภูมิภาครวม 3 แห่งอีก 1 สัญญา โดย “สนามบินสุวรรณภูมิ” ซึ่งเป็นสมรภูมิหลักในครั้งนี้มีผู้ซื้อ TOR ทั้งหมด 5 ราย แต่เหลือผู้ยื่นข้อเสนอรอบตัดเชือกเพียง 3 ราย และสุดท้ายกลุ่มคิงเพาเวอร์ก็ชนะไปด้วยการเสนอผลตอบแทนปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท สูงกว่า “กลุ่มบางกอกแอร์เวย์-ล็อตเต้” ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 เกือบเท่าตัว

นอกจากนี้ คิง เพาเวอร์ ยังชนะการประมูล “ดิวตี้ฟรีสนามบินภูมิภาค 3 แห่ง” และ “พื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบินสุวรรณภูมิ” ด้วยการเสนอผลตอบแทนให้ ทอท. เหนือว่าคู่แข่ง ตบท้ายปลายปียังคว้าประมูล “ดิวตี้ฟรีสนามบินดอนเมือง” ได้สำเร็จ ปีนี้จึงนับเป็นปีทองของ คิง เพาเวอร์ เพราะสามารถรักษาที่มั่นภายในสนามบินได้ครบทุกแห่งตามคาด!

“เสี่ยหนู-เสี่ยโอ๋” รวมพลังทุบ “CPH” ลงนามสร้าง “ไฮสปีด”

หลังจาก “การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)” และ “กลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (CPH)” เปิดโต๊ะเจรจา “โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา” ข้ามปีจนเหงือกแห้ง แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป

ในครึ่งหลังของปีนี้ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม และ “เสี่ยโอ๋” ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงออกโรงแถลงข่าวรายวัน บีบให้ CPH หยุดลากการเจรจาให้ยืดยาวออกไป ซึ่งในที่สุดการสร้างแรงกดดันก็บังเกิดผล เมื่อการรถไฟฯ และ CPH ได้จรดปากกาลงนามสัมปทานอายุ 50 ปี มูลค่า 2.2 แสนล้านบาทไปเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 โดยมี “นายกฯ ตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ณ ทำเนียบรัฐบาล

แต่การลงนามสัญญาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะข้างหน้ามีอุปสรรครออยู่เพียบ! โดยเฉพาะการเคลียร์และส่งมอบพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้ CPH ลากยาวไม่ยอมลงนามสัญญาในช่วงที่ผ่านมา และเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจึงได้ตั้งคณะทำงานติดตามการส่งมอบพื้นที่ โดยตั้งเป้าจะใช้เวลาออกแบบเบื้องต้น 3 เดือน และใช้เวลาเวนคืนพื้นที่อีก 12 เดือน หมายความว่าเราอาจจะได้เห็นความคืบหน้าครั้งสำคัญในช่วงปลายปี 2563 ถึงต้นปี 2564!

ปีแห่งการแก้ปัญหา “ค่าโง่”

ปี 2562 เป็นปีที่คนไทยได้ยินเรื่อง “ค่าโง่” ตลอดทั้งปี เพราะกระทรวงคมนาคมถูกรุมเร้าจากปัญหา “ค่าโง่ทางด่วน” ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว รวมถึง “ค่าโง่โฮปเวลล์” ซึ่งปะทุขึ้นมาใหม่ในเดือนเมษายนปีนี้

สำหรับปัญหาค่าโง่ทางด่วน ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ “การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)” ไปเจรจากับ “บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM” ที่เป็นคู่พิพาท เพื่อยุติปัญหา แต่บอร์ดและผู้บริหารก็ต้องเจอมรสุมลูกใหญ่จากสหภาพฯ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวทางการขยายสัมปทานให้เอกชน

แต่ในที่สุดคณะทำงานของกระทรวงคมนาคมก็ไฟเขียวแนวทางขยายสัมปทานทางด่วนของ BEM จำนวน 3 ฉบับออกไป 8-15 ปี เพื่อยุติข้อพิพาทมูลค่า 5.8 หมื่นล้านบาท โดย “เสี่ยโอ๋” ศักดิ์สยาม ตั้งเป้าจะเสนอแนวทางนี้ให้ ครม. นัดสุดท้ายของปีเห็นชอบ แต่กระบวนทัพก็ถูกตีแตก เมื่อมือกฎหมายอย่างรองนายกฯ “วิษณุ เครืองาม” สะกิดให้กลับไปทำตามขั้นตอนของกฎหมาย แล้วค่อยนำมาเสนอ ครม. ในปีหน้า

ด้านค่าโง่โฮปเวลล์ มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท แม้คดีจะสิ้นสุดในชั้นของศาลปกครองสูงสุดแล้ว แต่ “รัฐมนตรีศักดิ์สยาม” ไม่ยอมแพ้ สั่งฟอร์มทีม Avenger ด้านกฎหมายมาต่อสู้คดีใหม่ จน “โฮปเวลล์” ซึ่งเคยเป็นต่อ ต้องวิ่งโร่มาขอตั้งโต๊ะเจรจารอบใหม่

แต่การปล่อยหมัดของ “กระทรวงคมนาคม” ยังไม่เห็นผลชัดเจน เพราะล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ยืนยันมาแล้วว่า “บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด” จดทะเบียนอย่างถูกต้อง ทีม Avenger จึงต้องพลิกแผน B ไปสู้คดีในชั้นศาลอีกครั้ง ในปี 2563 จึงต้องติดตามว่าปม “ค่าโง่” ทั้ง 2 คดีจะลงเอยกันอย่างไร?

เลือกตั้งอภินิหารของรัฐบาล “บิ๊กตู่”

ถือว่า ปี 2562 เป็นปีที่การเมืองร้อนแรงมาก เพราะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ประเทศไทยมี “การเลือกตั้ง” หลังจากที่คนไทยต้องใช้ชีวิตภายใต้การปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. โดยมีไม้เด็ดคือ “ม.44” ในการจัดการประเทศให้เกิดความสงบเรียบร้อย

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ก็ไม่ต่างจากการเลือกตั้งครั้งอื่นๆ ที่ผ่านมามากนัก เพราะนอกจากมีพรรคการเมืองเดิมอย่างพรรคเพื่อไทย, พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย เป็นต้นแล้ว ยังมีพรรคการเมือง (ชื่อ) ใหม่ที่มีแต่คนหน้าเดิมอย่าง “พรรคพลังประชารัฐ” ร่วมลงสนามด้วย แต่ที่ดูจะเรียกความสนใจกับคนเจนใหม่ได้มากคือ การที่มีพรรคการเมืองใหม่ม้ามืดอย่าง “พรรคอนาคตใหม่” ที่มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เจ้าของธุรกิจหมื่นล้านเสนอตัวเป็นหัวหน้าพรรคร่วมลงสนาม และกวาดคะแนนเสียงไปเป็นอันดับสาม เบียดพรรคเก่าแก่ให้กระเด็นไปทันที

ขณะที่ “พรรคไทยรักษาชาติ” ก็เกิดประเด็นใหญ่ตั้งแต่เริ่มเปิดตัวแคนดิเดตเก้าอี้นายกรัฐมนตรี โดยการเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นผู้ที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงชื่อเดียว โดย ร.ท.ปรีชาพล ให้เหตุผลว่า “พระองค์ท่านเองทรงมีพระเมตตาตอบรับ และให้พรรคไทยรักษาชาติเสนอพระนามในบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรค” ก่อนที่ช่วงดึกในวันเดียวกัน จะมีการเผยแพร่พระราชโองการ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ยุติบทบาทไม่ให้ยุ่งเกี่ยวทางการเมือง

โดยประกาศว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทย ความว่าพระราชินี พระรัชทายาทและพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ อยู่ในหลักการเกี่ยวกับการดำรงอยู่เหนือการเมืองและความเป็นกลางทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ด้วย และไม่สามารถดำรงตำแหน่งใดๆ ในทางการเมืองได้ เพราะจะเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ส่งผลให้เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2562 ก่อนการเลือกตั้งเพียงไม่กี่วัน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ พร้อมตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง จดทะเบียนจัดตั้งพรรคใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองเป็นเวลา 10 ปี

และเมื่อการเลือกตั้งครั้งอภินิหารเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 จบลง คนไทยต้องรอการนับคะแนนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นานนับเดือน แต่ในที่สุดจากการอภินิหารสุดอลังการก็ทำให้ “พรรคพลังประชารัฐ” สามารถจัดตั้งรัฐบาลพร้อมดัน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็น “นายกรัฐมนตรี” จนเกิด “คณะรัฐมนตรี” คณะที่ 62 ของประเทศไทยเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แม้ผ่านการทำงานมาแล้วมากกว่า 5 เดือนแต่ดูว่าทุกอย่างก็ยังคงไม่ราบรื่นเท่าใดนัก คงต้องจับตากันต่อไปว่า “ลุงตู่จะอยู่ยาว” ตามที่หมอดูหลายสำนักทำนายไว้หรือไม่


“ลุงตู่” แจกแหลก แจกไม่หยุด

หลังจากรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็สั่งให้ขุนคลังคู่ใจ อย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ไฟกระพริบ พรึ่บ พรึ่บ!! เริ่มจากนโยบาย “ชิมช้อปใช้” ที่เป๊ะปังแบบสุดๆ เพราะอยู่ดีๆก็แจกเงิน 1,000 บาท ประชาชนถึงขั้นต้องแหกขี้ตารอลงทะเบียนจนต้องมีเฟส 2 โดยกระทรวงการคลังระบุว่า “ชิมช้อปใช้” ได้กระตุ้นยอดใช้จ่ายในช่วงเศรษฐกิจไม่ดีไปแล้วมากกว่า 20,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมี “บ้านดีมีดาวน์” ที่รัฐจะช่วยออกเงินดาวน์บ้าน 50,000 บาทให้แก่ผู้ซื้อที่อยู่อาศัย เพื่อแก้ปัญหาบ้านสร้างใหม่ที่ตกค้าง, “ธอส.” แจกเงิน 1,000 บาทให้ลูกค้าที่เหลือวงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท, “แจกค่าเกี่ยวข้าว” ให้กับเกษตรกรไม่เกิน 10,000 บาทต่อครัวเรือน, โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2562/2563 กก.ละ 8.50 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ กว่า 452,000 ครัวเรือน วงเงินกว่า 899 ล้านบาท รวมถึงโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เป็นต้น

แต่ที่แจกแหลกมากที่สุด คงหนีไม่พ้น “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” นอกจากน้ำฟรี 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน, ไฟฟรี 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ยังมีค่าเดินทางฟรี โดยแบ่งเป็น รถเมล์ รถไฟฟ้า (รฟม.และ BTS) 500 บาท, รถ บขส. 500 บาทและรถไฟ 500 บาทต่อคนต่อเดือน, วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจากร้านธงฟ้าประชารัฐ 200-300 บาทต่อเดือน เป็นต้น

แม้รัฐบาลจะจัดชุดใหญ่ขนาดนี้ อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 ยังขยายตัวเพียง 2.4% รวม 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน) ของปี 2562 เศรษฐกิจไทยโตที่ 2.5% ขณะที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ปรับประมาณการจีดีพีของทั้งปี 2562 ใหม่ คาดโตที่ 2.6% จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ที่ 3% ซึ่งถือเป็นอัตราที่ต่ำสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2557

ปีแห่งการไล่เทคโอเวอร์  “ธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่ม”

เป็นอีกปีที่มีดีลการซื้อขายกิจการในวงการอาหารเครื่องดื่ม ทำให้ตลาดคึกคึกขึ้นมาทันตา เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นปี และถือว่าเป็นดีลใหญ่ในรอบปีในวงการนี้ก็ว่าได้ เมื่อกลุ่มไทยเบฟเวอเรจ โดยบริษัทในเครือ คอฟฟี่ คอนเซ็ปต์ ที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างเอฟแอนด์เอ็น รีเทล และ แม็กซิมส์ เคเทอร์เรอร์ เข้าซื้อกิจการร้าน “สตาร์บัคส์” ในประเทศไทยที่มีถึง 372 สาขา มูลค่าดีลสูงถึง 1.57 หมื่นล้านบาท

ต่อด้วยยักษ์ใหญ่วงการอาหาร เอ็มเคสุกี้ ที่ปิดดีลกว่า 2,000 ล้านบาท ซื้อกิจการ “แหลมเจริญ ซีฟู้ด” เพื่อต่อยอดสร้างความแข็งแกร่งในธุรกิจอาหาร และอีกดีลใหญ่ไม่แพ้กันคือ ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ทุ่มงบกว่า 2,000 ล้านบาท เข้าลงทุนในชิคเก้น ไทม์ เจ้าของแฟรนไชส์ร้านอาหารเกาหลี ที่มีไก่เป็นซิกเนเจอร์ แบรนด์ “บอนชอน” ในเมืองไทย

นอกจากนี้ยังมีบริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) ทุ่มงบกว่า 110 ล้านบาท เข้าถือหุ้นพีดีเอส โฮลดิ้ง ในเครือ ใบหยกเจ้าของสัญญาแฟรนไชส์หลัก ร้านคาเฟ่และขนมหวาน “GRAM” และ “PABLO” จากประเทศญี่ปุ่น, บริษัท ฟู้ดแพสชัน เจ้าของร้านอาหารบาร์บีคิว พลาซ่า, สเปรด คิว, จุ่ม แซ่บ ฮัท ที่เข้าซื้อกิจการ “เรดซัน” ร้านอาหารสไตล์เกาหลี เพื่อเพิ่มความหลากหลายของธุรกิจร้านอาหารในเครือ

ฝั่งค่ายสิงห์ ก็ไม่น้อยหน้าค่ายช้าง ส่ง ฟู้ด แฟคเตอร์ ที่ประกาศเดินหน้าธุรกิจอาหารเต็มสูบ เข้าซื้อกิจการ “ซานตาเฟ่ สเต็ก” บริษัท เคที เรสทัวรองท์ (KT) เพื่อเรียนรู้การบริหารธุรกิจร้านอาหารที่มีจำนวนสาขามาก สำหรับรองรับการขยายธุรกิจอาหารของ ฟู้ด แฟคเตอร์ในอนาคต

“กัญชา” จากยาเสพติดสู่ภารกิจช่วยเหลือผู้ป่วย

ไม่มีพืชตัวไหนจะบูมเท่า “กัญชา” อีกแล้วในรอบปี 2562 แม้สายสาธารณสุข จะถกเถียงกันมานาน แต่ก็มีจุดจบ และสุดท้ายก็ปลดล็อกในปลายยุครัฐบาลทหาร ที่มี ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยปรับแก้ในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ 5 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562 เปิดให้นำ “กัญชา”  และ “กัญชง” ไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

ไทยถือเป็นประเทศแรกของอาเซียน ที่ออกกฎหมายนำ “กัญชา” ไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และมาเดินหน้าต่อในยุคของรัฐบาลเลือกตั้ง ที่มี  “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จากพรรคภูมิใจไทยที่ใช้นโยบาย “กัญชาเสรี” หาเสียงไว้

ไม่นานนัก “โครงการขับเคลื่อนการปลูกกัญชานำร่องเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์” ก็เกิดขึ้น โดยกัญชาต้นแรกของประเทศ ปลูกในนามวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์เพชรลานนา ตำบลแม่สุก อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2562 โดยลำปางถือเป็น 1 ใน 4 จังหวัดพื้นที่นำร่อง พร้อมกับ บุรีรัมย์ กาญจนบุรี และสุราษฎร์ธานี ด้วยพื้นที่ 2X2 เมตร 400 ต้น/ไร่ จังหวัดละ 5 ไร่ ปลูกทั้งแบบในโรงเรือน และนอกโรงเรือน

นอกจากการปลูกแล้ว โรงพยาบาลต่างๆในสังกัด กระทรวงสาธารณสุข ก็ทยอยเปิด “คลินิกกัญชาทางการแพทย์” ปัจจุบันเปิดให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว จำนวน 117 แห่ง และแบบแผนไทย 24 แห่ง  มีแหล่งผลิตสารสกัดจากกัญชามาจากองค์การเภสัชกรรม กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  ให้บริการผู้ป่วย 9 กลุ่มโรค แพทย์แผนปัจจุบัน ได้แก่ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบําบัด โรคลมชักที่รักษายาก ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง ภาวะปวดประสาทที่ดื้อต่อการรักษาด้วยวิธีมาตรฐาน ผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ดูแลแบบประคับประคอง ผู้ป่วยมะเร็ง

ส่วนแพทย์แผนไทยให้บริการผู้ป่วย เพื่อช่วยให้นอนหลับเจริญอาหาร ฟื้นฟูอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากโรคลม อัมพฤกษ์ อัมพาต บรรเทาอาการ ปวดตึงกล้ามเนื้อลดอาการมือเท้าชาหรืออ่อนกำลัง

ล่าสุดเมื่อ 27 ธันวาคม 2562 กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับกระทรวงยุติธรรม ลงนามบันทึกข้อตกลงเตรียมดำเนินการยกเลิกพืชกัญชา รวมถึงพืชกระท่อม ออกจากยาเสพติดโดยสมบูรณ์ แต่ยังคงเน้นประโยชน์ทางการแพทย์ รวมถึงสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ประชาชน

ชาวคริสต์ปลื้มปิติ “พระสันตะปาปาฟรังซิส” เยือนไทย

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส องค์ประมุขคนที่ 266 แห่งศาสนจักรโรมันคาทอลิก เสด็จเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 20-23 พฤศจิกายน 2562 นับเป็นครั้งที่ 2 ที่องค์ประมุขแห่งศาสนจักรโรมันคาทอลิกเสด็จเยือนประเทศไทย และนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 35 ปี หลังสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่สอง เคยเสด็จเยือนไทยเมื่อปี 2527

การเสด็จเยือนไทยในครั้งนี้ สร้างความปลื้มปิติให้กับคริสตศาสนิกชนชาวไทยเป็นอย่างมาก โดยพระองค์ได้ปฏิบัติภารกิจหลายอย่างระหว่างที่อยู่ในไทย รวมถึง การเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้าเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก และประกอบพิธีมิสซาที่สนามกีฬาแห่งชาติ ที่มีชาวไทย และต่างชาติกว่า 70,000 คน ร่วมเฝ้ารับเสด็จ และร่วมพิธีมิสซา

ระหว่างการเยือนไทยครั้งนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ยังมีพระโอวาท ขอให้เยาวชนมองอนาคตด้วยความเชื่อมั่น พร้อมแสดงความยินดีที่ประเทศได้ผ่านการเลือกตั้ง อันเป็นก้าวสำคัญในการกลับมาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทั้งยังทรงเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนมีความตั้งใจจริงในการที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมระหว่างประเทศ และความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างประชาชนทุกหมู่เหล่า

ประท้วง “ฮ่องกง” สะเทือนทั่วโลก 

ฉนวนเหตุจากความไม่พอใจที่คณะเจ้าหน้าที่บริหารนำเสนอร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนฉบับปรับปรุงใหม่ ที่เปิดทางให้สามารถส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปพิจารณาในจีนได้ ทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ขึ้นบนเกาะฮ่องกง เขตปกครองพิเศษของจีน ตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายน และยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่มีวี่แววว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเงินของโลก จะยุติลง

การประท้วงที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ประท้วง และตำรวจปราบจลาจล รวมถึง การเข้าก่อกวนตามสถานที่ต่างๆ ของกลุ่มผู้ประท้วง สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับเศรษฐกิจฮ่องกง โดยในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจฮ่องกง3 หดตัว 3.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และหดตัว 2.9% เมื่อเทียบรายปี ทั้งกรมการเงินฮ่องกง ยังประเมินว่า ในไตรมาส 4 นี้ เศรษฐกิจก็จะยังหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

ไม่เพียงเท่านั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีน กับหลายประเทศ ตึงเครียดหนักขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสหรัฐ  ที่สภาคองเกรสออกกฎหมายสนับสนุนฮ่องกง 2 ฉบับ จนทางการจีนต้องออกมาโจมตีการเคลื่อนไหวดังกล่าว พร้อมเตือนชาติต่างๆ อย่ายุ่งเรื่องฮ่องกง เพราะเป็นเข้าแทรกแซงกิจการภายในของจีน ที่ปกครองฮ่องกงภายใต้ระบบ 1 ประเทศ 2 ระบบ

 

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team
ทีมบรรณาธิการข่าว The Bangkok Insight