COLUMNISTS

นำเข้า ‘มะพร้าวกรอบ AFTA’ ไร้ผลกระทบราคาในประเทศ เรื่องที่พาณิชย์ต้องเร่งชี้แจง

มธุลิน ผ่องอำไพ
718

เกษตรกรสอบถามเข้ามามาก แสดงความเป็นห่วง กรณี คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ที่มี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน มีมติเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา เห็นชอบให้ผู้ประกอบการโรงงานแปรรูปมะพร้าวจำนวน 15 ราย นำเข้ามะพร้าวผลภายใต้กรอบความตกลง AFTA ปี 2562 สำหรับเดือน พฤศิจกายน – ธันวาคม 2562 ในปริมาณไม่เกิน 32,543 ตัน

โดยเกษตรกรมีความเป็นห่วงว่า การอนุญาตให้นำเข้าดังกล่าวจะกระทบกับราคามะพร้าวภายในประเทศ ที่ปรับตัวสูงขึ้นที่ผลใหญ่ 22-23 บาท ผลกลางอยู่ที่ 11-14 บาท จะกลับไปตกต่ำอยู่ที่ผลละ 4-5 บาท เหมือนช่วงที่ผ่านมา

ขอนำข้อมูลจริงมากางจะได้เห็นภาพชัดเจน ถึงเหตุผลที่มีการอนุมัติให้นำเข้ามะพร้าวในจำนวนดังกล่าว เนื่องจากผลผลิตภายในประเทศขาดแคลน

ก่อนหน้านี้มีการขอนำเข้าสูงถึง 1.3 แสนตัน แต่อนุมัติให้แค่ 3.2 หมื่นตันตามความจำเป็น โดยสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์คำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือ การนำเข้าต้องไม่กระทบกับราคาในประเทศ มีมาตรการที่เข้มงวดในการนำเข้า ห้ามมั่วนิ่มเอามะพร้าวนำเข้าเข้าสู่ระบบโดยเด็ดขาด อาทิ ห้ามนำมะพร้าวนำเข้าไปจ้างกะเทาะนอกโรงงาน ห้ามนำไปจำหน่าย จ่าย โอนภายในประเทศ ต้องรายงานบัญชีสมดุลแปรสภาพมะพร้าวผลเป็นเนื้อมะพร้าวขาว และนำเข้าได้เพียงสองด่านเท่านั้น คือ ด่านศุลกากรท่าเรือกรุงเทพฯ และด่านศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง

มาดูรายละเอียดที่ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ชี้แจงเพิ่มเสริมความรู้กันอีกหน่อย ท่านชี้แจงไว้ 6 ข้อ ดังนี้

1.การนำเข้าเป็นภาคบังคับตามกฎ AFTA หรือข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนที่ทำมานานแล้ว แต่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรในยุคปัจจุบันพยายามกำหนดเงื่อนไขการนำเข้าให้ยากขึ้น

ตามข้อผูกพัน AFTA ต้องให้นำเข้าเสรีไม่จำกัดปริมาณ แต่ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป การนำเข้าต้องได้รับการอนุมัติปริมาณจากคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าว ภายใต้คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ซึ่งปี 2562 คณะอนุกรรมการฯ อนุมัติเพียง 32,543 ตัน และให้นำเข้าพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562 เท่านั้น

2.เมื่อก่อนอนุญาตให้นำเข้า 2 ช่วงคือเดือนมกราคม-พฤษภาคม และ ช่วงพฤศจิกายน-ธันวาคม แต่ปี 2562 คณะอนุกรรมการฯ อนุญาตเพียงช่วงเดียว คือ พฤศจิกายน-ธันวาคม เท่านั้น

3.ในอดีตให้นำเข้าได้ทุกท่าเรือ แต่ปัจจุบัน อนุญาตให้นำเข้าแค่ท่าเรือกรุงเทพ กับแหลมฉบัง 2 ท่า เท่านั้น

4.เมื่อก่อนนำเข้าแล้วเคลื่อนย้ายได้ตามอำเภอใจ ตามสบาย แต่ปัจจุบันการเคลื่อนย้ายต้องขออนุญาตกรมการค้าภายใน

5.เมื่อก่อนอนุญาตให้นำเข้าตามแผนความต้องการนำเข้า แต่ปัจจุบัน หากนำเข้า 1 ส่วน จะขอความร่วมมือให้ซื้อมะพร้าวจากชาวสวน 3 เท่า เพราะฉะนั้นถ้าจะนำเข้า 32,000 ตัน ต้องไปซื้อมะพร้าวจากชาวสวนประมาณ 100,000 ตันเสียก่อน จึงจะนำเข้าได้

6.เมื่อก่อนมะพร้าวที่นำเข้าภายใต้กรอบ AFTA จะนำไปกะเทาะที่ไหนก็ได้ แต่ปัจจุบันจะต้องกะเทาะที่โรงงานอย่างเดียวเท่านั้น

สรฺป คือ มาตรการนำเข้ามะพร้าวภายใต้กรอบ AFTA ตั้งแต่ปี 2562 เป็นไป มีมาตรการที่เข้มงวดกว่าที่ผ่านมาจึงทำให้ ในปี 2562 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน ยังไม่มีผู้ใดนำเข้ามะพร้าวภายใต้กรอบ AFTA แม้แต่ลูกเดียว เพราะการกำหนดเงื่อนไขที่ทำให้การนำเข้ายากขึ้น

มาตรการเหล่านี้เป็นหลักประกันที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดเป็นมาตรการป้องกันเพื่อดูแลไม่ให้มะพร้าวนำเข้ากระทบกับราคาภายในประเทศ

แต่น่าเสียดายที่ นายสายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล กลับผสมโรงพยายามทำเรื่องนี้ให้เป็นประเด็นการเมืองหาเสียงให้ตัวเองด้วยการให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนเพื่อทำลายพรรคประชาธิปัตย์

นายสายัณห์ แถลงข่าวยืนยันว่า ปริมาณมะพร้าวของไทยไม่ได้ขาดตลาดมากมาย หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะนำเข้ามะพร้าว 3.2 หมื่นตัน จะส่งผลกระทบกับราคามะพร้าวในเมืองไทยแน่นอน ซึ่งการนำเข้านั้นเพียงเพื่อผลประโยชน์ของโรงงานผลิตมะพร้าวสำเร็จรูป จึงอยากให้รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีได้ทบทวนมาตรการการนำเข้ามะพร้าว ทำไมต้อง 3.2 หมื่นตัน ทั้งที่ขาดตลาดแค่ 5 พันตัน เมื่อเปิดให้นำเข้าทั่วประเทศโดยไร้มาตรการในการตรวจสอบ เข้ามาได้ทุกประตูต่างคนก็ต่างนำเข้า และถ้าหากราคามะพร้าวไทยตกต่ำลงมาเหลือ 10 บาทต่อกิโลกรัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือไม่ พร้อมปิดท้ายว่าจะออกมาต่อสู้ทั้งในและนอกสภา

ท่าทีเช่นนี้เป็นการตั้งป้อมวางพรรคประชาธิปัตย์ว่าเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่ต้องขับเคี่ยวกัน

ทั้ง ๆ ที่พรรคพลังประชารัฐ และประชาธิปัตย์อยู่เรือเหล็กลำเดียวกัน และแกนนำพรรคพลังประชารัฐ รวมถึงนายกรัฐมนตรี ย้ำนักหนาว่าต้องทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ถึงขนาดตำหนิ 6 ส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่ลงมติให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ซึ่งเป็นการยืนหยัดตามอุดมการณ์พรรคและสนับสนุนในญัตติที่ส.ส.ของพรรคเสนอว่า ทำให้รัฐบาลไม่มีความเป็นเอกภาพ

แต่กรณีนำเข้ามะพร้าวซึ่งมีเหตุผลจากการขาดแคลนภายในประเทศ หากส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ เห็นว่าจำนวนนำเข้ามากเกินกว่าที่ขาดแคลนจริง ก็ควรส่งผ่านข้อมูลให้ผู้ใหญ่ในพรรคสื่อสารในที่ประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช

เพราะองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้ นอกจากจะมีนายจุรินทร์ เป็นประธาน และมี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ร่วมเป็นกรรมการแล้ว ยังมี 4 รัฐมนตรีของพลังประชารัฐ คือ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ นายสุวิทย์ เมษิณทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมเป็นกรรมการด้วย

ถ้ามั่นใจว่าข้อมูลของตัวเองถูกต้อง และคิดช่วยเหลือดูแลเกษตรกรจริง ต้องส่งผ่านข้อมูลที่มีให้รัฐมนตรีของพรรคตัวเอง ไปใช้ประกอบการพิจารณา ก่อนที่จะมีมติในเรื่องดังกล่าว ไม่ใช่ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกล่าวหาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ร้าย และวางเดิมพันให้ลาออกจากตำแหน่ง โดยไม่พูดถึงเลยว่าคณะกรรมการชุดนี้มีสี่รัฐมนตรีของพลังประชารัฐรวมอยู่ด้วย ซึ่งไม่ใช่วิสัยของกัลยาณมิตรพึงจะกระทำ

อีกทั้งการให้ข้อมูลของนายสายัณห์ก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง กรณีกล่าวาหาว่าจะให้นำเข้าได้ทุกประตู ทั้งที่กำหนดชัดเจนให้นำเข้าได้แค่สองด่าน และมีมาตรการเข้มงวดไม่ให้มั่วนิ่มนำมะพร้าวนำเข้าเข้าสู่ระบบตลาดภายในประเทศ ดังที่กล่าวไปแล้วในข้างต้น

เรื่องนำเข้ามะพร้าวจึงเป็นกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งชี้แจงทำความเข้าใจ ก่อนจะมีการบิดเบือนข้อมูลยายผลจนกลายเป็นดราม่าการเมืองมาทิ่มแทงพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคุมกระทรวงพาณิชย์

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ที่ถนัดเคาะหัวพรรคร่วมรัฐบาล ก็ควรหันไปตบปากลูกพรรคตัวเองเสียบ้างว่า อย่าพูดจากล่าวหาพล่อย ๆ จนคนอื่นได้รับความเสียหาย

ส่วนประชาชนอยากให้เสพข่าวสาร ติดตามข้อมูลโดยใช้วิจารณญาณบนพื้นฐานข้อมูลและเหตุผล อย่าหลงไปกับการปลุกเร้าให้เกิดความเข้าใจผิดของนักเลือกตั้งบางคนที่เห็นแก่ประโยชน์การเมืองเฉพาะหน้าของตัวเอง

Add Friend Follow