Politics

ไม่ลืมสัญญา! พปชร. ย้ำขึ้นค่าแรง ตามหลักประชาธิปไตยกินได้

“พลังประชารัฐ” ย้ำ ไม่ลืมสัญญาขึ้นค่าแรง 425 บาท แต่ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป วางฐานเศรษฐกิจให้มั่นคง ชี้เห็นบทเรียนจาก “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ขึ้นค่าแรง 300 บาท ทำธุรกิจขนาดเล็ก-เอสเอ็มอีพัง

ทิพานัน ศิริชนะ ( ภาพ : เฟซบุ๊กเพจ อ้น-ทิพานัน ศิริชนะ I Onn-Tipanan Sirichana)

วันนี้ (8 ธ.ค.) นางสาวทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการค่าจ้างมีมติปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 5-6 บาททั่วประเทศ มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไปว่า การปรับขึ้นค่าแรงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ ถึงจะขึ้นในอัตราที่ไม่สูงมากนัก แต่จะเป็นผลดีให้เกิดการใช้จ่ายในระบบมากขึ้น เป็นการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนที่ตรงจุด และเป็นรูปธรรมที่สุด หรือที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยกินได้” สอดรับไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆของรัฐบาลที่ทยอยออกมาก่อนหน้านี้

ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านกล่าวหาว่ารัฐบาลหลอกลวง โดยช่วงหาเสียงประกาศจะขึ้นค่าแรง 425 บาทนั้น รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า การจะปรับค่าแรงขึ้นถึง 425 บาทนั้น เป็นนโยบายที่พรรคพลังประชารัฐประกาศไว้ตอนหาเสียง ซึ่งได้ยืนยันมาตลอดว่าจะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป

เมื่อเข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาลแล้ว พรรคไม่ได้ลืมสัญญาประชาคม  แต่ต้องพิจารณาบริบทต่างๆ ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมของปัจจัยทางเศรษฐกิจ  ผู้ประกอบการ และแรงงาน  ที่สำคัญต้องให้แรงงานทุกคนได้ประโยชน์จากนโยบายอย่างทั่วถึง  เพราะหากปรับขึ้นในอัตราที่สูงในทันทีหรือไม่รอบคอบ ก็จะมีผู้ประกอบการที่ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ผลเสียก็จะตกอยู่ที่แรงงานเอง

รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ ยังขอให้เข้าใจว่า รัฐบาลพยายามสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีรายได้มากขึ้น

ในส่วนของแรงงาน  อยากให้มุ่งเน้นพัฒนาฝีมือเพิ่มขึ้น อัตราค่าแรงก็จะสอดรับเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งมีหลายองค์กรที่พัฒนาวิชาชีพให้เป็นมืออาชีพ เช่น สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นต้น ซึ่งการที่แรงงานเข้ารับการอบรม ฝึกทักษะแล้วได้รับใบประกาศนียบัตรรับรอง สามารถนำไปสมัครงานที่มีรายได้สูงขึ้นหรือขอเพิ่มค่าแรงตามคุณวุฒิวิชาชีพได้

“พรรคพลังประชารัฐเรียนรู้จากบทเรียนในสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ประกาศขึ้นค่าแรง 300 บาทแล้ว ซึ่งทำให้อัตราค่าแรงขึ้นต่ำทั่วประเทศเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 70 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคธุรกิจขนาดเล็ก กลุ่มเอสเอ็มอีและภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก  และแรงงานยังไม่ทันปรับตัวให้มีศักยภาพเพียงพอต่อความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการยิ่งต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น และขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศในการส่งออกลดลง  การจ้างงานในบริษัทเล็กๆลดลง ส่งผลให้นักลงทุนย้ายฐานการผลิตไปในประเทศที่มีค่าแรงที่ต่ำกว่า ดังนั้นพรรคพลังประชารัฐจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านในการขึ้นค่าแรง ” รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าว

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team