Business

จับตาประชุม ‘OPEC’ ต้นเดือน ธ.ค. เสี่ยงเจรจา ‘ลดกำลังผลิต-พยุงราคา’ ไม่สำเร็จ

‘กูรูทิสโก้’ แนะจับตาประชุม ‘OPEC’ 5 ธ.ค.นี้  เสี่ยงเจรจาลดกำลังการผลิต พยุงราคาไม่สำเร็จ หลังสมาชิกส่อแววขัดแย้งสูง – เศรษฐกิจภายในย่ำแย่ แถมความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกลด เหตุเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า

นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้  กล่าวว่าการค้นพบ การผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) ทำให้ ปริมาณการผลิตน้ำมันของสหรัฐ เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 เท่าตัวในช่วงไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา และทำให้สหรัฐ กลายเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก แซงหน้าซาอุดิอาระเบีย และรัสเซียไปในปีที่แล้ว การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Shale Oil จากสหรัฐ

ส่งผลกดดันให้ กลุ่มประเทศโอเปก (OPEC) ร่วมกับผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อื่นๆ เช่น รัสเซีย และเม็กซิโก  รวมตัวกันในนาม โอเปคพลัส (OPEC+) ต้องตัดสินใจร่วมกันลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบรวม 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะอุปทานล้นตลาด และประคองราคาน้ำมัน (WTI) ให้กลับมายืนเหนือระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในปีนี้

แม้ ‘OPEC’ จะประสบความสำเร็จในการประคองราคาน้ำมันในช่วงปีที่ผ่านมา แต่การเติบโตของ ‘Shale Oil’ ในสหรัฐ ยังไม่มีท่าทีจะหยุดลง โดยปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ ได้เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ณ ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และ OPEC ยังคาดว่าการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ คาดว่าจะ เติบโตต่อเนื่องอีก 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2563

ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศผู้ผลิตน้ำมันขนาดใหญ่นอกกลุ่ม OPEC ยังมีแผนเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมัน จากแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ที่เพิ่งค้นพบ เช่น แหล่ง Buzios และ แหล่ง Lula ในบราซิล และ แหล่ง Johan Sverdrup ในนอร์เวย์  ทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันของทั้งสองประเทศคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกรวม 5 แสนบาร์เรลต่อวัน และเมื่อรวมกับการเติบโตของสหรัฐ และประเทศอื่นๆ ทำให้ ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของโลก คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2563

“ขณะที่อุปสงค์กลับชะลอตัวลงตามแนวโน้ม การขยายตัวของเศรษฐกิจ ที่ถูกกระทบจากสงครามการค้าที่กดดันภาคการผลิตให้หดตัวทั่วโลก โดยคาดการณ์ของ OPEC ชี้ว่าความต้องการน้ำมันดิบของโลกจะเติบโตเพียง 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2563 ปริมาณการผลิตที่เติบโตเร็วกว่าความต้องการใช้น้ำมันดิบหนึ่งเท่าตัว ทำให้กลุ่ม OPEC ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องลดปริมาณการผลิตลงเพิ่มอีก เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะอุปทานล้นตลาดในปีหน้า” นายคมศร กล่าว

ความขัดแย้งภายในกลุ่ม OPEC ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุข้อตกลงลดปริมาณการผลิต โดยสมาชิกที่มีอิทธิพลมากที่สุดอย่างซาอุดิอาระเบีย ต้องการลดการผลิตลงอีกเพื่อพยุงราคาน้ำมันให้สูง และดันราคาหุ้นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ Saudi Aramco  จะขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ในช่วงปลายปีนี้

ขณะที่ประเทศสมาชิกอื่นๆ ซึ่งประสบปัญหาฐานะการคลังย่ำแย่ เนื่องจากรายได้จากการขายน้ำมันลดลง บางส่วนไม่เห็นด้วยที่จะลดปริมาณการผลิตลงมากกว่านี้ โดยตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดได้แก่ประเทศเอกวาดอร์  เตรียมประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิก OPEC ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เนื่องจากต้องการเพิ่มการผลิตน้ำมันเพื่อหารายได้เข้าประเทศ

ท่ามกลางความขัดแย้งในกลุ่ม OPEC ที่เริ่มมีสัญญาณรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ประกอบฐานะการเงินที่ย่ำแย่ของประเทศสมาชิก ทำให้การประชุม OPEC ครั้งถัดไปในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 มีความเสี่ยงสูงที่สมาชิกจะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงลดปริมาณการผลิตได้สำเร็จ หากเป็นเช่นนั้น ตลาดน้ำมันโลกก็จะเข้าสู่ ภาวะอุปทานล้นตลาด (Oversupplied) อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบ WTI อาจกลับไปเคลื่อนไหวต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้งในปี 2563

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team
ทีมบรรณาธิการข่าว The Bangkok Insight