Opinions

เปิดของดีประเทศไทยที่โลกต้องรู้!!

The Bangkok Insight Editorial Team
1,121
ดร.สิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

ในปี 2562 มีสื่อยักษ์ใหญ่ต่างประเทศได้จัดลำดับประเทศที่มีสุขภาพดีที่สุด 10 อันดับของโลก ปรากฏว่า อันดับ 1 คือ สเปน อันดับ 2 อิตาลี อันดับ 3 ไอซ์แลนด์ ตามด้วย ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน ออสเตรเลีย สิงคโปร์ นอร์เวย์ และอิสราเอล ที่น่าสังเกตคือ ท็อป 3 นั้น อยู่ในโซนยุโรปทั้งหมด

แม้แต่ประเทศที่ขึ้นชื่อด้านประชากรอายุเฉลี่ยยืนยาวอย่างญี่ปุ่นยังไปถึงเพียงอันดับ 4 นั่นเพราะว่าอาหารการกินของประเทศท็อป 3 นั้น อยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ที่มีวัฒนธรรมการกินผักผลไม้ ปลา และไขมันจากธรรมชาติที่ดี เช่น น้ำมันมะกอกและอโวคาโด้ ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ต่อร่างกายเพราะช่วยลดปัญหาหลอดเลือดอุดตันลดการเกิดโรคหัวใจ พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ และมะเร็ง

ภาพจาก Pixabay

ภาพจาก Pixabayหากย้อนกลับมาดูที่ประเทศไทยของเรานั้น ประเทศเราเองก็ขึ้นชื่อด้านการเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และประกาศจุดยืนในการเป็นครัวของโลก ผมมองว่าเรื่องนี้หากประเทศเราทำการวิจัยอย่างจริงจังและส่งเสริมสินค้าเกษตรของไทยให้สามารถต่อยอดและทำการประชาสัมพันธ์ให้แพร่หลาย เชื่อว่าอาหารไทยเองก็ไม่ได้ด้อยคุณค่ากว่าชาติไหน

จากการวิจัยของ เอเอสพี ซึ่งเรามีประสบการณ์ด้านการวิจัยสินค้าเกษตรเพื่อพัฒนาไปสู่ตัวยาใหม่ๆนั้น พบว่า หากสินค้าเกษตรธรรมดาทั่วไปที่เรารับประทานทุกวันก็สามารถสกัดน้ำมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพออกมาได้ เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา และน้ำมันกระเทียม ซึ่งพืชสินค้าเกษตร 4 ชนิดของไทยนี้ หากนำไปวิจัยต่อยอดจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ถึง 10 เท่า

ยกตัวอย่างเช่น จากข้าวธรรมดาที่ขายกันทั่วไปก็จะให้คุณค่าด้านคาร์โบไฮเดรตและวิตามินต่างๆ แต่หากนำไปสกัดเป็นน้ำมันรำข้าวจะมีสารแกมม่า-ออไรซานอล (Gamma-Oryzanol) และวิตามิน E ธรรมชาติ ในกลุ่ม โทโคฟิรอล (Tocopherol) ประมาณ 19 – 40% กับกลุ่มโทโคไทรอีนอล (Tocotrienol) ประมาณ 51 – 58 % และโอรีซานอล ซึ่งสามารถต่อต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามิน E ถึง 6 เท่า

ภาพจาก Pixabay

ส่วนน้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันที่ขึ้นชื่อด้านมีประโยชน์ต่อสุขภาพหากสกัดด้วยอุณหภูมิต่ำ จะมีกระไขมันสายกลางสูงถึง 63% ได้แก่ กรดลอริกและกรดไมริสติก (Lauric & Myristic Acid) สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ทันที ไม่สะสมเป็นไขมันเพิ่ม HDL ทำให้หลอดเลือดสะอาด และมีความยืดหยุ่น มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส รา โปรโตซัว

น้ำมันงา โดยเฉพาะน้ำมันงาขี้ม้อน มี Q 10 และมีโอเมก้า 3 มากถึง 55 – 60% เมื่อโอเมก้าเข้าสู่ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นสาร EPA และ DHA สาระสำคัญที่มีผลต่อการสร้างเซลเมมเบรนของสมองมีผลเกี่ยวกับความฉลาดและความจำ ป้องการความจำเสื่อมในวัยชรา มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยป้องกันโรคมะเร็งบางชนิด และมีสารโรลสมารินิก (Rosmarinic) แก้ภูมิแพ้

ภาพจาก Pixabay

น้ำมันกระเทียม มีสารอะโฮอิน (Ajoene) เจอร์เมเนียม (Germanium) สารตั้งต้นของกลูต้าไธโอน (Cysteine, Glycine & Glutamic acid) และยังมีสาระสำคัญ หลายชนิด เช่น กำมะถัน ซีลีเนียม สังกะสี และอื่นๆอีก 33 ชนิด

พืชเกษตรของไทยเรานั้นก็มีประโยชน์ไม่แพ้อาหารของชาติใดในโลกครับ หากเรารู้จักนำไปวิจัยและต่อยอดและนำออกมาใช้ให้ถูกวิธีเช่นน้ำมันจากพืชทั้ง 4 ต้องสะกัดด้วยอุณหภูมิต่ำและนำไปใช้อย่างถูกวิธีก็ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายแต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรได้ถึง 10 เท่า

ปัจจุบันก็ได้มีภาคเอกชนหลายๆ แห่งได้นำน้ำมันจากพืชเกษตรเหล่านี้ ออกจำหน่ายในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และหากได้รับการสนับสนับการประชาสัมพันธ์ที่ดี ให้คนไทยเราเองได้รู้จักของดีใกล้ตัว เชื่อว่าอีกไม่นานประเทศไทยก็ไปอยู่ในท็อป 10 ของประเทศที่มีสุขภาพดีได้ครับ และวันนั้นคนทั่วโลกก็จะเริ่มหันมามองอาหารและพืชผักของไทยในมุมมองใหม่ครับ

ดร.สิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานกรรมการบริหาร 

บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

Add Friend Follow