COLUMNISTS

‘คน’ คือสิ่งสำคัญ และเทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

วสุธร หาญนภาชีวิน
ผู้อำนวยการฝ่ายการให้คำปรึกษา สลิงชอท คอนซัลทิง
343

หากเราหยิบเอา S.W.O.T Analysis ของบริษัทส่วนใหญ่มากางดู  “Disruption”  มักตกอยู่ใน Quadrant ที่เป็น Threat หรือความเสี่ยงทางธุรกิจ แต่รู้หรือไม่ว่าผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จมองว่า Disruption เท่ากับ Opportunity (โอกาส) และเห็นความสำคัญเกี่ยวกับคนทำงานในอนาคต ไว้ดังนี้

เทคโนโลยีมีเงินก็ซื้อได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ใช้เป็น

ปีที่ผ่านมา เราเห็นข่าวบริษัทปิดตัวลงแทบทุกวันเพราะ  “ตกยุค” ซึ่งจริงๆ แล้วบริษัทเหล่านั้นน่าจะสามารถซื้อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยกอบกู้บริษัทได้ง่ายๆ แต่อะไรทำให้บริษัทเหล่านั้นต้องปิดตัวลงแทน

เทคโนโลยีถ้ามีเงินก็ซื้อได้ เราจึงไม่ได้แข่งขันกันที่ใครมีเทคโนโลยีที่ล้ำกว่าอีกต่อไปแล้ว แต่ใครใช้เทคโนโลยีได้คุ้มค่ามากกว่ากันต่างหาก ซึ่งต้องอาศัยการยกเครื่องครั้งใหญ่ตั้งแต่วิสัยทัศน์ พันธกิจ กลยุทธ์ รูปแบบการทำธุรกิจ (Business Model) วิธีทำงาน รวมถึงวัฒนธรรมองค์กร

นอกจากนี้การมีความรู้เชิงทฤษฎีในเทคโนโลยีใหม่ๆ และความเข้าใจในขั้นตอนที่เป็นระบบของผู้บริหารรุ่นใหม่ จะช่วยให้องค์กรก้าวผ่านสู่ยุคของ Knowledge Based ที่แท้จริง ไม่ใช่การใช้เทคโนโลยีตามประสบการณ์เก่าเพียงอย่างเดียวเหมือนในยุคก่อนอีกแล้ว

สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าขาด “คน” ที่มี ความคิดแบบดิจิทัล (Digital Mindset) โดยเฉพาะผู้นำ ที่ต้องยืดหยุ่นสูง เข้าใจการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง มองเห็นโอกาสของความในการแข่งขัน เรียนรู้ตลอดเวลา ให้คุณค่ากับความหลากหลายทางความคิดและการแลกเปลี่ยนข้อมูล และรู้จักนำเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้งานของตัวเองเสมอต่างหาก

จากบทสนทนาในวงกาแฟของซีอีโอจาก 20 บริษัทในวันนั้น เราเห็นชัดร่วมกันว่ากำแพงที่สูงที่สุดในโลกธุรกิจ จริง ๆ แล้วก็คือ ทัศนคติ ที่มีต่อการเปิดรับการทดลองสิ่งใหม่ๆ ดังเช่น กรณีศึกษาสุดคลาสสิกของ โกดัก (Kodak) ที่วิศวกรของบริษัทสามารถคิดค้นกล้องดิจิทัลขึ้นมาได้คนแรก แต่บริษัทเลือกที่จะเก็บลงกล่อง เพราะกลัวว่ามันจะมาฆ่าธุรกิจปัจจุบันที่กำลังไปได้ดีมาก

วิสัยทัศน์เหล่านี้ต้องเริ่มต้นจากผู้ก่อตั้งหรือผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายและวัฒนธรรมขององค์กรที่จะทลายกำแพงของตัวเองลงก่อน เพื่อเข้าสู่โลกใบใหม่

ทำอย่างไรดี ค่าแรงมีแต่เพิ่มขึ้น หุ่นยนต์มีแต่ถูกลง

“ค่าแรงของคนทำงานมีการปรับขึ้นทุกวัน แต่หุ่นยนต์กลับมีแต่จะถูกลง” คนส่วนใหญ่มักมองแค่ว่า หุ่นยนต์จะมาทำงานแทนเรา แล้วเราจะสู้ได้อย่างไรในเมื่อมันไม่เคยขาดงาน ไม่เคยงอแงหยุดพัก แถมยังเพิ่มขีดความสามารถได้ภายในพริบตา

สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของผู้บริหารอย่างเราๆที่ต้อง ศึกษาอย่างลึกซึ้ง (Deep Learning) กำหนดบทบาทใหม่ (Redefine Roles) ให้ได้ สร้างแพลตฟอร์ม (Build Collaborative Platform) ที่คนกับหุ่นยนต์จะทำงานร่วมกันได้ดีที่สุด

เราอาจจะใช้คนน้อยลง แต่คนจะมีทักษะที่สร้างมูลค่ามากขึ้น และทักษะนั้นต้องเป็น Future Skills เท่านั้น

การลงทุนพัฒนาคนจะใช้เงินน้อยมากเมื่อเทียบกับการพัฒนาเทคโนโลยี เพราะ คนไม่มีค่าเสื่อม คนอย่างไรก็ยังสำคัญที่สุดอยู่ดี ไม่ว่า Disruption นั้นจะมาในรูปแบบใด ซึ่งต้องอาศัย Soft Skill อย่างมากในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทำอย่างไรให้คนไม่รู้สึกเป็นส่วนเกินขององค์กร

ความเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งที่ทดแทนไม่ได้

ในธุรกิจบริการทางการแพทย์ เห็นได้ชัดมากว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่มนุษย์ได้มากแค่ไหน แต่สิ่งที่แทนที่ไม่ได้เลย คือ ดวงตาที่เห็นอกเห็นใจ หรือ Service Mind ที่ออกมาจากใจของคนให้บริการ การฝึกอบรมทางด้าน Soft Skills ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ที่โรโบติกล์ไม่สามารถสู้ได้เลย อย่างน้อยก็ในระยะเวลาอันใกล้นี้

นอกจากนี้ ความคิดสร้างสรรค์ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Life Long Learning) ทักษะการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนอย่างมาก (Wicked Problems) ที่ต้องใช้ทั้งข้อมูลที่มองเห็นและมองไม่เห็นด้วยตา หรือความฉลาดทางสังคม (Social Intelligence) เป็นสิ่งที่งานวิจัยมากกว่า 7 แหล่งพบว่า หุ่นยนต์ยังไม่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้

เชื่อไหมว่า ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร “คน” ก็ยังเป็นคำตอบสุดท้ายอยู่ดี

ที่มา: งานสัมมนา Future of People Management in the Age of Automation จัดโดย บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป จำกัด  เพื่ออัพเดทและแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องคน ระหว่างเจ้าของกิจการ และผู้บริหารสูงสุดขององค์กร 20 แห่ง ถึงผลกระทบที่สำคัญของ Mega Trends ที่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีบริหารคนและองค์กร ในยุคที่อะไรๆ ก็อัตโนมัติ

Add Friend Follow