Economics

ดึงธ.ก.ส.-กองทุนหมู่บ้าน ส่งเสริมพลังงานชุมชน

“สนธิรัตน์” ดึงเครือข่าย‘ธ.ก.ส.-กองทุนหมู่บ้าน ส่งเสริมพลังงานชุมชน พร้อมยกระดับปั๊มน้ำมันปตท.-บางจาก เป็นศูนย์ส่งเสริม “ปุ๋ยสั่งตัด” ลดต้นทุนเกษตรกร ด้านสภาเกษตรฯขานรับ 

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวเสวนาเรื่อง“การเพิ่มขีดความสามารถชุมชนด้วยพลังงานชุมชน” ในงาน “ประชารัฐสร้างไทย” จัดโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธ.ก.ส.) ว่า นโยบายพลังงานขณะนี้มุ่งเน้นส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก

เพื่อทำให้ประชาชน ซึ่งเคยเป็นผู้ซื้อพลังงาน ทั้งไฟฟ้า น้ำมัน แก๊สหุงต้ม มาเป็นเจ้าของและผลิตพลังงานได้เอง สร้างโอกาสลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ใช้วัตถุดิบทางการเกษตรจากพลังงานชีวภาพ ชีวมวล แหล่งน้ำขนาดเล็ก และแสงแดด มาผลิต เปลี่ยนทิศทางจากเดิมที่ผูกขาดอยู่แต่องค์กรขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนนโยบาย จะต้องอาศัยเครือข่ายต่างๆ อาทิ ธ.ก.ส. และกองทุนหมู่บ้าน ช่วยส่งเสริมพลังงานภาคเกษตรในพื้นที่ ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรม เข้ามาสนับสนุนการแปรรูปผลผลิต เพื่อให้เกิดความช่วยเหลือแบบครบวงจร

ทางด้านภาคขนส่ง นโยบายพลังงานก็ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากเช่นเดียวกัน จากการปรับโครงสร้างน้ำมันไบโอดีเซลมาตรฐาน จากดีเซล บี 7 เป็น บี10 ที่จะมีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 นี้ ซึ่งจะช่วยดูดซับน้ำมันปาล์ม (ซีพีโอ) 4 แสนตันให้หมดไป ช่วยแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันของประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาตกค้างมากว่า 30-40 ปี และเมื่อโมเดลนี้สำเร็จ จะนำไปสู่การแก้ปัญหามันสำปะหลัง และอ้อย ในอนาคตได้

นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า ตนพร้อมที่จะใช้เครือข่ายด้านพลังงานทั้งหมดมาช่วยเศรษฐกิจฐานราก รวมไปถึงปั๊มน้ำมันปตท. ซึ่งอนาคตจะทำให้เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงสินค้าชุมชน ขณะนี้มีโครงการ “ไทยเด็ด”ตลาดที่นำสินค้าเด่นของชาวบ้านมาจำหน่ายในพื้นที่ปั๊มน้ำมันเหมือนญี่ปุ่นที่มีโรดไซด์สเตชั่น ขายปลา โมจิ ของฝากท้องถิ่น

“ได้ให้นโยบายไปแล้วว่า ต่อไปนี้ปั๊มน้ำมันทั้ง ปตท.และบางจาก จะเป็นศูนย์ปุ๋ยสั่งตัด ซึ่งกระทรวงพลังงานมอบให้ปตท.เป็นแกนหลักทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร และชุมชน ช่วยสร้างคุณภาพชีวิตประชาชน ถือเป็นความท้าทายขององค์กรระดับโลก ”

ด้านนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า การพัฒนาพลังงานชุมชน ถือเป็นสิ่งที่เกษตรกรไทยต้องการมาตลอด แต่รัฐบาลในอดีตไม่เคยสนใจ ดังนั้นเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีแนวทางพัฒนาเรื่องนี้รู้สึกดีใจมาก ถือเป็นการเดินหน้าในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว และเชื่อว่าจะทำให้เกษตรกรมีความหวังมากขึ้น

“ทุกชุมชนขณะนี้มีศักยภาพด้านพลังงานสูงมาก ไม่ว่าพลังงานน้ำขนาดเล็ก พลังงานแสงอาทิตย์ หลายชุมชนมีศักยภาพจากชีวมวล มีเศษวัสดุการเกษตรเหลือใช้ เช่น ซังข้าวโพด เผาทิ้งปีละนับแสนตัน ถ้าส่งเสริมเทคโนโลยี ก็เปลี่ยนเป็นเงินให้ชุมชนได้ทันที และบางพื้นที่ก็เหมาะสมทำโซล่าร์ฟาร์มด้วย เชื่อว่าพลังงาน จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นแน่นอน ”

ส่วนนายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันมีกองทุนหมู่บ้าน 79,595 แห่ง นำเงินไปพัฒนาโครงการต่างๆ 208,968 โครงการดังนั้น หากนโยบายส่งเสริมให้หมู่บ้าน สามารถเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าชุมชนด้วยตัวเองมากขึ้น ก็จะช่วยลดต้นทุนให้ประชาชน ลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เพราะมีผลศึกษาแล้วว่า โรงไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ ที่ภาคประชาชนลงทุนร่วมกับเอกชน จะคืนทุนได้ภายใน 7 ปี หลังจากนั้นชุมชน ก็เหมือนมีตู้เอทีเอ็มประจำหมู่บ้าน มีรายได้หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจฐานรากแน่นอน

Add Friend Follow
SARANYA THONGTHAB