Lifestyle

‘อาเซอร์ไบจาน’ ดินแดนแห่งไฟนิรันดร์

มีโอกาสได้เป็น ตัวแทนนักการเมืองสตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ไปร่วมเวทีประชุมนานาชาติพรรคการเมืองเอเชีย ที่อาเซอร์ไบจานเมื่อเร็วๆนี้ ได้เปิดโลกทัศน์แลกเปลี่ยนมุมมองการเมือง จากตัวแทนหลากหลายประเทศ มีเรื่องราวมากมาย ให้เราได้เรียนรู้ผ่านการแสดงวิสัยทัศน์ของตัวแทนประเทศต่างๆ ทั้งในเวที และการพูดคุยนอกรอบ บทสรุปที่ได้คือ ไม่ว่าจะเป็นการปกครองในระบอบใด

สุดท้ายสิ่งที่จะทำให้ชาติอยู่รอดคือ ผู้นำที่มีคุณธรรม โดยทุกการปกครองล้วนผ่านความท้าทาย ที่แต่ละสังคมต้องเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อเปลี่ยนผ่านบ้านเมืองไปสู่สิ่งที่ดีกว่า อันเป็นที่มาแห่งความปรารถนาอันแรงกล้า สู่สนามการเมืองของใครต่อใครหลายคน เพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง

อาเซอร์ไบจาน เป็นประเทศเจ้าภาพในการจัดประชุมครั้งนี้ ที่เมืองหลวง กรุงบากู อาจไม่ใช่ชื่อที่คุ้นเคยมากนักสำหรับคนไทย รวมถึงผู้เขียนก็เพิ่งได้ไปสัมผัสดินแดนแห่งนี้ เป็นครั้งที่แรก

ส่วนตัวแล้วประทับใจมากกับสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเรียงร้อยความเป็นชาติของ อาเซอร์ไบจาน ไว้อย่างงดงามน่าภาคภูมิ ที่แห่งนั้นคือ Heydar Aliyev Museum ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ผสานวัฒนธรรมสอดแทรกประวัติผู้นำที่สร้างชาติอันเป็นเสาหลักของความมั่นคงของประเทศ ถักทอเป็นผ้าเนื้อเดียวภายใต้สถาปัตยกรรมที่ทันสมัยและโดดเด่นเป็นพิเศษ

 

อาเซอร์ไบจาน ได้ชื่อว่าเป็น ดินแดนแห่งไฟ มีน้ำมันอยู่ในทุกสวนหลังบ้าน ตั้งแต่ปีค.ศ. 1800 ดินแดนแห่งนี้นับเป็นฐานของพลังงานของโลกที่ใช้ในวันปกติและเวลาที่โลกต้องหยุดหมุนในสภาวะสงคราม ฐานน้ำมัน หลังบ้านยังถูกขุดใส่เรือไปยุโรป ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม

 

แต่ปัจจุบันมีความร่วมสมัย เคารพความต่างไม่ว่าจะเป็น ยิว หรือ คริสต์ ส่วนตัวแล้วเดินทางดูพิพิธภัณฑ์มาก็มาก บอกได้ว่า ที่นี่มีความร่วมสมัย แต่คงเอกลักษณ์ของความเป็นชาติ ที่ผสานความสำคัญของอัตลักษณ์และวัฒนธรรม เข้ากับความเข้มแข็งของผู้นำได้ดีที่สุดในโลก

เรามาดูที่มาที่ไปของพิพิธภัณฑ์ที่ทำให้ผู้เขียนหลงรักกันหน่อย เริ่มจากชื่อ Heydar Aliyev มาจากชื่อของประธานาธิบดีคนที่ 3 ของประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างชาติ หลังแยกตัวออกจากรัสเซีย ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศอยู่ในระหว่างเปลี่ยนผ่าน แต่ไม่ได้มีความสั่นคลอน ตรงกันข้ามมีการสะท้อ นถึงความมั่นคงในความเป็นรัฐ ผ่านยานพาหนะของผู้นำประเทศ ด้วยการนำรถยนต์ประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีในยุคนั้น ซึ่งถือว่ายาวที่สุดในรัสเซีย เป็นความทันสมัยและเกียรติยศของคนในชาติ

ถ้าเป็นประเทศไทยผู้นำคนไหนคิดใช้รถยนต์หรู โอ่อ่าเกินควร อาจได้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม เพราะค่านิยมของเราไม่ส่งเสริมให้ผู้นำใช้เงินฟุ่มเฟือย หรือสุรุ่ยสุร่ายไปกับการปรนเปรอผู้มีอำนาจไม่ว่าจะเป็นในทางใดก็ตาม

ขณะที่อาเซอร์ไบจาน มองว่าหน้าตาของผู้นำก็คือหน้าตาของประเทศ เรื่องนี้ไม่มีถูกผิด เพราะเป็นความแตกต่างที่มีไว้ให้เราได้เรียนรู้

ที่น่าสนใจคือการเรียงร้อยประวัติศาสตร์ความเป็นชาตินับตั้งแต่แยกตัวจากรัสเซีย ผ่านวิกฤติประเทศ จนนำไปสู่การสร้างชาติอย่างไร ด้วยความที่ อาเซอร์ไบจาน เป็นเมืองเก่า มีบ่อน้ำมันอยู่หลังบ้าน จึงถือเป็นประเทศที่มีความร่ำรวย การสะท้อนความมั่นคงของชาติจึงถูกจัดแสดงผ่านโต๊ะเก้าอี้ทำงานอันสง่างามของประธานาธิบดีเฮย์ดาร์ อาลิ เยฟ รวมถึงของขวัญล้ำค่าที่ผู้นำได้จากชาติต่าง ๆ ก็มิได้นำไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัว แต่รวบรวมมาเป็นสมบัติของชาติที่เก็บสะสมอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

สิ่งที่ประทับใจที่สุดใน Heydar Aliyev Museum คือสามเสาหลักประกอบด้วย Our Heritage การพัฒนาของวัฒนธรรมคือการพัฒนาของชนในชาตินำไปสู่จิตวิญญาณชาติที่เป็นอมตะนิรันดร Our Heritage​ Our Statehood และ Our Achivement เน้นว่ามรดกของชาติ คือประวัติศาสตร์ คนในชาติ และอารยธรรมคือ ชัยชนะของประเทศชาติ

ประเทศที่มั่นคงทุกวันนี้เป็นผลจากความร่วมมือร่วมใจของคนในชาติจนนำมาสู่ความสำเร็จของพวกเรา ทั้งหมดที่สะท้อนผ่านถ้อยคำที่ร้อยเรียงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้บ่งบอกถึงความรักชาติที่ปลุกเร้าให้ผู้คนฮึกเหิม ภาคภูมิในบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองที่ต่อสู้จนได้รับเอกราช ปลดแอกตัวเองออกจากการเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียมาเป็นหนึ่งในประเทศบนแผนที่โลก

อาเซอร์ไบจาน สร้างชาติด้วยความเข้มแข็งของผู้นำผ่านความร่วมมือของชนในชาติ หันมามองบ้านเรา ก่อกำเนิดรวมแผ่นดินจากบูรพกษัตริย์แห่งสยามจนเป็นชาติไทยเช่นทุกวันนี้ แต่คนไทยรุ่นหลัง ๆ ยังไม่ค่อยเห็นคุณค่าความเสียสละของบรรพบุรุษมากเท่าที่ควรจะเป็น จึงอยากชักชวนคนไทยไปเยี่ยมชมอุทยานราชภักดิ์ ที่รวบรวมพระบรมราชานุเสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์ 7 แห่งสยามไว้ให้เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย หรือพิพิธภัณฑ์​แห่งชาติที่จัดแสดงไว้อย่างงดงาม เพราะการได้รู้ว่าเราเป็นคน “มีราก” คือความภาคภูมิใจที่ชาติไทยไม่แพ้ที่ใดในโลก

Add Friend Follow
The Bangkok Lifestyle