Politics

‘ภูมิธรรม’ โพสต์ข้อความ ‘คืนความเชื่อมั่น ฟื้นศก.นายกฯ ต้องลาออก’

นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หัวข้อ “คืนความเชื่อมั่นในการฟื้นเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีต้องลาออก” โดยระบุว่า

ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล หากมาจากรากฐานสำคัญของกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งอำนาจเป็นของประชาชน อาจมิต้องห่วงกังวลกับเสถียรภาพของรัฐบาล หรือ คำถามว่า รัฐบาลจะไปรอดไหม จะอยู่ได้นานแค่ใด เพราะรัฐบาลนั้นมาจากพลังเสียงอำนาจของประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง ประชาชนย่อมเป็นฐานที่แข็งแกร่ง คอยโอบอุ้มรัฐบาล

แต่…สำหรับรัฐบาลปัจจุบัน ที่ก้าวขึ้นมาจากการต่อท่ออำนาจ ของการรัฐประหาร และ ปฏิเสธมิได้ว่าเป็น กระบวนการที่เชื่อมต่อกันมาตั้งแต่ การปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เพื่อโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตย ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง

แม้รัฐบาลชุดนี้จะป่าวประกาศว่าเข้าสู่บรรยากาศประชาธิปไตยทั้งๆที่ตัวเองเป็นผู้กำหนดและออกแบบกติกา รัฐธรรมนูญ…ที่มีคนในรัฐบาลบอกว่า…”ออกแบบมาเพื่อพวกเรา” ทำให้สาธารณชนเกิดความคลางแคลงใจ ตั้งคำถามถึงการยอมรับและความไม่เชื่อมั่นต่อความชอบธรรมที่รัฐบาลมีอยู่

ดังนั้น นับตั้งแต่เริ่มต้น ต้องถือว่า..”รัฐบาลสอบตกเรื่องความเชื่อมั่น “ โดยมีผลโพลจากหลายสำนักเป็นประจักษ์พยาน

ความไม่เชื่อมั่นนี้มิได้ดำรงอยู่แค่ในประเทศ แต่กระจายไปถึงนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อมีการบิดเบือนหลักกฎหมายเพื่อหาทางออกให้กับตนเองและพวกพ้อง การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของผู้นำรัฐบาล จนนำมาสู่ “การอภิปราย ทั่วไป ตามมาตรา152 “…ซึ่งล้วนเป็นภาพสะท้อน”รัฐบาลไม้หลัก ปักเลน” ที่มีการ กระทำขัดต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม ตามแบบอย่างของประเทศประชาธิปไตยทั่วไป

อาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่เคยสร้างความเชื่อมั่น และ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้ มิหนำซำ้ยังทำลายความเชื่อมั่นของตัวเอง ลงตลอดเวลา… จากรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันคดียาเสพติด /จากการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้วที่ไม่มีประสิทธิภาพของนายกรัฐมนตรี /จากความไม่สามารถจัดลำดับให้ความสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินว่าสิ่งใดควรทำก่อน สิ่งใดควรเร่งรีบในการจัดการปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนที่คุกคามประชาชนอยู่ หรือกระทั่งคำถามถึงศักยภาพและความสามารถของ”ผู้นำ”ที่บริหารจัดการ ควบคุมประเทศที่ล้มเหลวมาตลอด เวลากว่า 5 ปี ภายใต้อำนาจที่เบ็ดเสร็จ และเด็ดขาดที่ตนมีอยู่

เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องสะท้อนและยืนยันผลงานความไร้ประสิทธิภาพและการไร้ความสามารถของรัฐบาลและผู้นำรัฐบาล ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

มาถึงวันนี้สังคมไทยน่าจะเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นแล้วว่ารัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องในการนำพาประเทศเดินไปข้างหน้า แต่กลับเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการมีชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน

รัฐบาลนี้ยึดติดในอำนาจและพวกพ้อง กระทำการทุกวิถีทางเพื่อรักษาอำนาจของตน โดยมิได้คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมไทยและยังได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ที่ยึดถืออำนาจโดยมิได้หวั่นเกรงต่อกระบวนการตรวจสอบ เมินเฉยต่อความคิดเห็นและความรู้สึกของประชาชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการได้มาซึ่งอำนาจ กลไกกติกาที่สร้างขึ้นมาเพื่อรักษาอำนาจนั้น มิได้ยึดโยงกับอำนาจของประชาชน ดังนั้น ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลจึงไม่เกิด และส่งผลต่อเนื่องถึงการแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศ

เราจึงได้เห็นภาพเปรียบเทียบถึงนายกฯในความทรงจำ ที่มาจากคะแนนเสียงของประชาชน ซึ่งเข้าใจทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน ทำให้ประชาชนเชื่อมั่น และมีความหวัง กับภาพของนายกฯ ที่มาจากคะแนนเสียงทางลัด ที่ตนออกแบบขึ้นเพื่อการสืบต่ออำนาจในสภาฯ ซึ่งไม่มีวันที่จะเข้าใจทุกข์สุขของประชาชนอย่างถ่องแท้ เพราะถือตัวเป็น “นายของประชาชน” มากกว่า “ผู้รับใช้ประชาชน”

เมื่อไม่มีความเชื่อมั่น… ปัญหาเศรษฐกิจก็แก้ไม่ได้

เมื่อไม่มีความเชื่อมั่น…ปัญหาความเดือดร้อนปากท้องของพี่น้องประชาชนก็แก้ไม่ได้

สรุปได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่เคยสร้างและไม่มีความสามารถรวมทั้งไม่มีศักยภาพเพียงพอ ที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับประเทศ

ประเทศจึงต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติ ซ้ำซาก หาทางออกจากวิกฤติไม่ได้

ประชาชนขาดความหวัง

ประเทศขาดอนาคต

ถึงเวลาแลัว ที่นายกรัฐมนตรีต้องกล้าตัดสินใจแสดงความรับผิดชอบ ให้โอกาสกับประเทศ

“นายกรัฐมนตรีต้องลาออก”

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team
ทีมบรรณาธิการข่าว The Bangkok Insight