Business

‘แอสเสทเวิรด์’ ปึ้ก!! กลุ่มทุนสถาบันจองซื้อหุ้นแล้ว 50% ราคา IPO ‘หุ้นละ 6 บาท’

แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น พร้อมเดินหน้าโรดโชว์ ประกาศแผนขายหุ้นสามัญต่อประชาชนครั้งแรกหรือไอพีโอ จำนวนไม่เกิน 8,000 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 6 บาท โดยมีนักลงทุนสถาบันประเภท Cornerstone ตกลงจองซื้อหุ้นก่อนแล้ว 50% ตั้งเป้าระดมทุนหนุนศักยภาพและต่อยอดการเจริญเติบโตของบริษัท รวมทั้งรองรับการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและการขยายตัวของเขตเมือง

วัลลภา ไตรโสรัส

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน)หรือ AWC บริษัทพัฒนาและบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในเครือทีซีซี กรุ๊ป เปิดเผยว่า แอสเสท เวิรด์ฯ ได้รับการพิจารณาอนุมัติการเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก หรือ IPO จากสำนักงาน ก.ล.ต. โดยจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 6,957 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 22.47 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้

นอกจากนี้อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Overallotment Option หรือ Greenshoe) จำนวนไม่เกิน 1,043 ล้านหุ้น โดยนำเงินที่ได้รับจากการจัดสรรหุ้นส่วนเกินไปใช้ในกลไกการรักษาระดับราคาหุ้น (Stabilization) เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเกี่ยวกับเสถียรภาพของราคาหุ้นในช่วง 30 วันแรกหลังเข้าจดทะเบียนซื้อขาย

ขณะเดียวกัน ได้มีนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและในต่างประเทศประเภท กลุ่มลงทุนหลักโดยเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investor) จำนวน 13 ราย ได้แก่ บลจ.บัวหลวง บลจ.กรุงไทย บลจ.กสิกรไทย บลจ.ทิสโก้ บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ.ธนชาต บลจ.เอ็มเอฟซี บลจ.วรรณ บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) บมจ.เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต Affin Hwang Asset Management Berhad, Maitri Asset Management และ GIC Private Limited ได้ตกลงจองซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ที่เสนอขายครั้งนี้ เป็นจำนวนรวม 3,454,000,000 หุ้น หรือประมาณ 50% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) ที่ราคา 6.00 บาทต่อหุ้น

“การแสดงความสนใจและเข้าทำสัญญาลงทุนในหุ้นของนักลงทุนสถาบันชั้นนำประเภท Cornerstone Investor ทั้ง 13 แห่งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานและศักยภาพในการเจริญเติบโตของ AWC”นางวัลลภา กล่าว

ปัจจุบัน AWC เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน (ฟรีโฮลด์) ถึง 90% โดยแบ่งเป็น 1.กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) ซึ่ง AWC เป็นเจ้าของโรงแรมระดับกลางขึ้นไป (Midscale) รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีเครือข่ายพันธมิตรผู้บริหารโรงแรมภายใต้แบรนด์ชั้นนำระดับสากลถึง 6 กลุ่มพร้อมด้วยฐานลูกค้าทั่วโลกกว่า 300 ล้านราย 2.กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail & Commercial Building) ได้แก่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์, เกทเวย์ พันธุ์ทิพย์ และตะวันนา นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของอาคารสำนักงานใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ได้แก่ อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ อาคารสำนักงานแบบมิกซ์ยูสเกรดเอ

บริษัทยังมีแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยจะเข้าลงทุนในกิจการเจ้าของทรัพย์สินรวม 14 โครงการ โดยใช้เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้เพื่อซื้อและพัฒนากิจการ ซึ่งโครงการเด่น ๆ อาทิ โครงการที่เปิดดำเนินการแล้วอย่าง โรงแรมแบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์, โรงแรมหัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์สปา, โรงแรมภูเก็ต แมริออท รีสอร์ทแอนด์สปา ในยางบีช และโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซ์เพรสส์ กรุงเทพ สาทร

ในส่วนของโครงการที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นแบรนด์สากล อาทิ โรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิง, โรงแรมแกรนด์ โซเล่, โรงแรมพรพิงค์ ทาวเวอร์ อีกทั้งยังมีโครงการโรงแรมที่จะพัฒนาใหม่ อาทิ โรงแรมเจริญกรุง 93 ที่จะจับกลุ่มนักเดินทางเพื่อธุรกิจและนักท่องเที่ยว, โรงแรมอีสต์ เอเชีย โรงแรมหรูหราในย่านเก่าแก่บนอาคารคลาสสิคกว่า 100 ปี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โรงแรมบันยันทรี จอมเทียน พัทยา, โครงการในพัทยา ประเภทมิกซ์ยูส ที่ครอบคลุมทั้งในส่วนโรงแรม ค้าปลีก และกิจกรรมนันทนาการอีกมากมาย รวมพื้นที่จัดประชุมและงานอีเวนท์ขนาดใหญ่บนหาดพัทยา ซึ่งโครงการทั้งหมดนี้จะทยอยเปิดให้ดำเนินการระหว่างปี 2564 – 2567

ด้านกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า มีแผนพัฒนาและปรับปรุงโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูส อันประกอบด้วย โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ส่วนต่อขยาย (เฟส 2) โรงแรมแบงค็อกแมริออท ดิ เอเชียทีค และโรงแรมเจริญกรุง 93 รวมถึงอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงโครงการพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ เป็นรูปแบบอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูส หรือรูปแบบอื่นๆ และมีแผนเพิ่มทางเลือกด้านความบันเทิงและสันทนาการรูปแบบใหม่ให้กับอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้าต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพในการใช้พื้นที่ของโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ภายหลังการเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ AWC จะมีโครงการในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ รวมทั้งสิ้น 27 โครงการ จากปัจจุบันที่มีโครงการ 14 แห่ง และโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหรือมีแผนการพัฒนาจำนวน 13 แห่ง ซึ่งภายใน 5 ปีข้างหน้า AWC จะมีห้องพักโรงแรมรวม 8,506 ห้อง ส่วนกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า จะมีพื้นที่เช่าสุทธิรวม 415,481 ตารางเมตร จากโครงการทั้งหมด 11 โครงการ โดยมีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 9 โครงการและอีก 2 โครงการซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาและปรับปรุง พร้อมกับเป็นเจ้าของอาคารสำนักงานอีก 4 แห่ง ด้วยพื้นที่เช่ารวม 270,594 ตารางเมตร

ดร.กานต์ ปฏิเวธวรรณกิจ หัวหน้าคณะสายงานบัญชีและการเงิน (CFO) บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลประกอบการของบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีสัดส่วนกำไรสุทธิจากการดำเนินงานประจำปี 2561 เท่ากับร้อยละ 52 ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ และร้อยละ 48 ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์

สำหรับผลประกอบการหกเดือนแรกของปี 2562 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2562 บริษัทฯ มีรายได้และกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน1 จาก 2 กลุ่มธุรกิจหลักเป็นจำนวน 6,442 ล้านบาทและ 3,114 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งนับได้ว่าสามารถสะท้อนรากฐานอันแข็งแกร่งของ AWC จากการปรับปรุงอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯ อย่างมีกลยุทธ์และต่อเนื่อง สามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายโดยการใช้รูปแบบและแบรนด์ที่แตกต่างกัน

การระดมทุนโดยการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเงินทุนในการเข้าซื้อกิจการที่เป็นเจ้าของของทรัพย์สินตามสัญญาซื้อขายหุ้นปี 2562 ซึ่งจะเป็นโครงการใหม่ ๆ ที่เข้ามาเสริมในพอร์ตฟอลิโอของ AWC หลัง IPO รวมทั้งนำไปลงทุนพัฒนา และปรับปรุงทรัพย์สินของบริษัทฯ และ/หรือ บริษัทย่อย เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนให้กับบริษัทและผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น นอกจากนี้บางส่วนจะใช้ในการชำระคืนเงินกู้ยืม และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยจะเปิดให้จองซื้อหุ้นสามัญให้แก่นักลงทุนประเภทบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ได้ในวันที่ 25-27กันยายนนี้ และคาดว่าหุ้นสามัญจะสามารถเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้

Add Friend Follow
WANPEN PUTTANONT