Sme

‘นวัตกรรม’ ทางรอด ‘ไมโครเอสเอ็มอี’ แข่งตลาดโลก

ไมโครเอสเอ็มอี เป็นกลุ่มที่รัฐบาลเตรียมผลักดันหวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบาย “สร้างสังคมผู้ประกอบการให้เติบโต และก้าวสู่สากล เพิ่มความมั่งคั่งและยั่งยืน” โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่เป็นกลุ่มรากหญ้าแต่เป็นฐานใหญ่ของประชากร ซึ่งการสร้างโอกาสให้ “เกษตรกร” ก้าวสู่ “ผู้ประกอบการ” จึงเป็นภารกิจหลักของ สสว. ต้องทำให้ได้ โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์ของพันธกิจหลักนี้ คือ การจัดงาน “ผสาน สร้างสรร มุ่งมั่น ยั่งยืนสุดยอดผลิตภัณฑ์เครือข่ายวิสาหกิจกิจชุมชน & Product Champion 2019 ครั้งที่ 2” เพื่อยกระดับให้วิสาหกิจชุมชนไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและมั่นคง พร้อมสำหรับการแข่งขันในยุค 4.0

วชิระ แก้วกอ

นายวชิระ แก้วกอ ผู้อำนวยการประสานเครือข่ายผู้ให้บริการเอสเอ็มอี และ รักษาการผู้อำนวยการกลุ่มงานข้อมูลและสถานการณ์ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ไมโครเอสเอ็มอีที่เก็บสถิติได้ มีอยู่ประมาณ 3.1 ล้านราย ซึ่งรวมไมโครเอสเอ็มอีด้วย

ปัจจุบันภาครัฐเข้าไปส่งเสริมในหลายมิติ ให้กลุ่มได้ เรียนรู้พัฒนาตนเอง จะเห็นว่าแต่ก่อน เอสเอ็มอี ไม่ได้ใส่ใจมาตรฐาน คุณภาพ การตลาด ขายแบกะดิน ธรรมดาทั่วไป พอภาครัฐเข้าไปช่วย ผ่านโครงการต่างๆ มากขึ้น จึงปรับตัวดีขึ้น พัฒนาให้มีมาตรฐานระดับเดียวกัน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ไล่กันง่ายๆ สินค้า โอท็อป ก็ต้องมี อย. จะส่งออกต่างประเทศต้องผ่าน GMP และ HACCP

สิ่งเหล่านี้ ทำให้ประกอบการตื่นตัว และปรับตัวขึ้นบ้าง แต่ยังไม่เพียงพอ สำหรับมาตรฐานเรื่องผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็น มาตรฐานสถานประกอบการ ทำบัญชี ยังไม่เข้ามาตรฐาน หลายรายจะพบว่า ขายดีแต่ทำไมขาดทุน เพราะนั่นไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริง เราเข้าไปสอน เรียนรู้ ทำบัญชีให้ถูกต้อง คิดต้นทุน โคดราคา ข้อดีของการทำบัญชีให้ดี คุณจะเติบโตยั่งยืน ขอกู้แบงค์ก็ได้ แบงค์ยินดี เข้ามาช่วยเหลือ

ขณะที่ปัญหาหลักของกลุ่มเกษตรกร คือ ไม่ปรับตัว ขาดความเข้าใจในการเป็นผู้ประกอบการ ผลิตอยู่กับพื้นที่ ขาดองค์ความรู้ การตลาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ และต้องเรียนรู้ให้เท่าทันกับโลก ซึ่งภาครัฐพยายามวางโครงสร้าง และให้กลุ่มผู้ประกอบการทั่วประเทศได้ใช้ ขณะนี้มีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก เพราะ สสว. เกือบทุกๆ โครงการ ร่วมกับสถาบันการศึกษา หน่วยการศึกษาของท้องถิ่นในการทำโครงการ ให้ความช่วยเหลือ อบรมสอน บางกลุ่มเก่งแล้ว แต่บางกลุ่มเช่นผู้สูงอายุ ที่ไม่มีลูกหลาน ขาดคนช่วย ตรงนี้เขาก็ทำสินค้าได้ดีมาก แต่ยังมีอุปสรรคตรงนี้

อีกปัญหาที่พบคือ ทุกชุมชน สินค้าไม่ต่างกัน ตรงนี้เป็นปัญหาพอสมควร แต่ ผู้ประกอบการเองต้องพัฒนาสินค้าให้มีจุดด่น สร้างความแตกต่างในตัวสินค้า ยกตัวอย่างที่เราเจอ ข้าวแต๋น เหมือนกันหมด จากเดิมอาจมีเจ้าเดียว เจ้าที่ทำมาก่อนเป็นที่ยอมรับ เจ้าใหม่จะมา ต้องสร้างความแตกต่าง รสชาติ รูปแบบผลิตภัณฑ์ มีนวัตกรรม สิ่งเหล่านี้ผู้ประกอบการต้องพัฒนา มันไม่ใช่แค่ สีต่างกัน รสชาติต่างกัน แต่ต้องมีนวัตกรรมที่ดี

การขยายตลาด สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ ตลาดออฟไลน์ และ ตลาดต่างประเทศ ในการส่งเสริมไปเจาะตลาดต่างประเทศ เราเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อม ต้องได้รับ GMP หรือ HACCP สะท้อนถึงศักยภาพในการผลิต จากนั้นมาศึกษาความเป็ฯไปได้ ดูว่าสินค้าของเขา เป็นที่ต้องการของตลาดหรือไม่เพียงใด มองโอกาสให้กับเขา ดูจากเทรนด์ตลาดโลกด้วย เช่นตอนนี้ ออร์แกนิค ของใครออร์แกนิก และเป็นสินค้าที่ประเทศนั้นๆ มีความต้องการ หาความแตกต่างของโปรดักส์

ตัวอย่างที่ สสว.เป็นโค้ชจนสำเร็จ  คือ การพาผู้ประกอบการ กระดาษสา ไปออกงานที่ญี่ปุ่น ที่นั่นเขาก็มี แต่เขาเห็นของเรา แตกต่าง แล้วชอบ เพราะมีกลิ่นเพิ่มไป ทีนี้ เขาเห็น เขาแนะนำ ตามสิ่งที่เขาอยากได้ เขาอยู่คอนโด รักสะอาด ถามผู้ประกอบการว่า ทำได้ไหม ทำอย่างไรให้กระดาษสานี่ ดูดกลิ่นได้ อยู่ประมาณสักหนึ่งเดือน เป็นโจทย์ให้ผู้ประกอบการรับกลับมาพัฒนาสินค้าเลย ตอนนี้ทำส่ง ไดโซะ ที่ญี่ปุ่น ถึงบอกว่าต้องมี “นวัตกรรม”

Add Friend Follow
WANPEN PUTTANONT