Economics

‘สนธิรัตน์’ ปั้นแผนส่งเสริม Future Energy ต.ค.นี้เสร็จ

“สนธิรัตน์” เตรียมสรุปแพคเกจส่งเสริมพลังงานแห่งอนาคตภายในต.ค.นี้ พร้อมชงครม.ลุยพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หวังให้ไทยรักษาตำแหน่งดีทรอยต์แห่งเอเชีย

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังไปโปรโมทรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และเรือยนต์ไฟฟ้าที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยมวานนี้ (31 ส.ค.) ว่า กำลังศึกษา และวางแพคเกจการส่งเสริมพลังงานแห่งอนาคตอย่างเป็นระบบ หรือ ที่เรียกว่า Future Energy ซึ่งจะรวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า และการคมนาคมขนส่งด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Hyperloop หรือ การเดินทางผ่านท่อสุญญากาศด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic levitation)

เรื่องนี้จะต้องทำงานร่วมกับหน่วยงาน และองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)รวมถึงหน่วยงานวิจัย และสถาบันการศึกษาต่างๆ

ในส่วนของยานยนต์ไฟฟ้า จะมุ่งเรื่องของการส่งเสริมการวิจัยแบตเตอรี่ไปพร้อมกัน เพื่อให้มีความจุสูง ชาร์จได้เร็ว และปลดปล่อยพลังงานได้ดี ทั้งนี้เป้าหมายเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางยานยนต์ในภูมิภาค รักษาความเข็มแข็งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย หรือดีทรอยต์แห่งเอเชีย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีให้ได้

“อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นศักยภาพการแข่งขันของประเทศ แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม เราจะต้องรักษาความเข็มแข็งให้คงอยู่ต่อไป ไม่เช่นนั้นเราก็จะเห็นการย้ายฐานการผลิตในอุตสาหกรรมนี้ออกไปจากไทยเรื่อยๆ”

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ตนเองทำงานเร็ว เรื่อง Future Energy รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้าก็เช่นเดียวกันก็จะต้องเดินหน้าให้เร็ว ที่ผ่านมาก็มีความชัดเจนไปหลายเรื่องแล้ว เช่น การแก้ปัญหาสต็อกปาล์มน้ำมันล้นด้วยการส่งเสริมการใช้ดีเซล บี 10 ซึ่งจะกำหนดให้เป็นมาตรฐานดีเซล บังคับใช้ในเดือนมกราคม 2563

และกำลังเดินหน้า 1 ชุมชน 1 พลังงานทดแทน หลังจากผ่านคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) มาแล้ว โดยนำร่องในหลายๆพื้นที่ รวมถึงที่คลองลัดมะยม แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม. ซึ่งถือเป็นเขตเมืองก็จะเน้นส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ โซลาร์ลูฟท็อป

ส่วนในต่างจังหวัดจะส่งเสริมการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น อาทิ ซังข้าวโพด เปลือกไม้ เน้นเทคโนโลยีชีวภาพชีวมวล เพื่อนำจุดแข็งของการเป็นประเทศเกษตรกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ให้ประชาชนไปพร้อมกัน แต่ก็ต้องหารือกับชุมชนก่อนเสมอ

โดยเบื้องต้นเริ่มที่ 500-1,000 ชุมชน ดำเนินการได้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ซึ่งจะดึงกองทุนพลังงานต่างๆมาใช้ส่งเสริมและสนับสนุน อาทิ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และกองทุนภายใต้พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน ที่อยู่ในความดูแลของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

 

Add Friend Follow
SARANYA THONGTHAB