Business

ถึงเวลา ‘เสือรับเหมา’ ต้องปรับตัว ‘ซิโน-ไทย’ ร้องรัฐช่วยเหลือ หันลงทุนสัมปทานหารายได้ประจำ

กระทรวงคมนาคมภายใต้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ผลักดันการประมูลเมกะโปรเจ็คออกมาอย่างคึกคัก โดยหวังว่าเม็ดเงินของภาครัฐจะช่วยพยุงเศรษฐกิจของไทยให้เดินหน้าต่อไปได้

แต่ในช่วง 1-2 ปีหลังกลับพบว่า ผู้ที่คว้างานประมูลเมกะโปรเจ็คไม่ใช่ 4 เสือรับเหมาของไทยอีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้รับเหมากลุ่มลูกครึ่ง ครึ่งไทยครึ่งจีน ซึ่งเกิดขึ้นการจับมือระหว่างผู้รับเหมารายกลางของไทยและรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ของประเทศจีน

การประมูลเมกะโปรเจ็ครอบล่าสุด ผู้รับเหมากลุ่มลูกครึ่งได้กวาดงานโยธาโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ไปทั้งหมด 2 สัญญา จากที่ยื่นข้อเสนอแล้ว 3 สัญญา ส่วนการประมูลงานก่อสร้างทางพิเศษ (ทางด่วน) พระราม3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก กลุ่มลูกครึ่งคว้าการประมูลไปได้ 3 สัญญา จากทั้งหมด 4 สัญญา

หรือหลังจากนี้ … จะไม่ใช่ยุคของ 4 เสือรับเหมาของไทยอีกต่อไป

“ภาคภูมิ ศรีชำนิ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ผู้ครองตำแหน่ง 1 ใน 4 เสือรับเหมาของประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่า ถามว่าสะเทือนไหม สำหรับ STEC เราคิดว่าเราโชคดีที่ยังมีงานในมือ (Backlog) อยู่ 9.5-9.6 หมื่นล้านบาท แต่ถามความรู้สึก ผมก็รู้สึกว่า รัฐบาลน่าจะเอื้อและช่วยเหลือผู้รับเหมาคนไทยมากกว่านี้หน่อย เพราะอย่างน้อยๆ เงินก็ยังอยู่ในประเทศไทย

เมื่อถามว่าได้คุยกับ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแล้วหรือยัง “ภาคภูมิ” ตอบว่ายังไม่ได้คุย ขอคุยผ่านทางหน้าสื่อ ให้รัฐบาลมาดูแลผู้รับเหมาคนไทยหน่อย ส่วนจะใช้วิธีไหนก็แล้วแต่ท่าน เพราะว่าผลการประมูลที่ผ่านมาก็เห็นได้ชัดแล้วว่า ผู้รับเหมาจีนที่ได้งานไป คือประมูลต่ำกว่าราคากลางไปเยอะมาก แล้ววันนี้เรายังไม่เห็นผลว่าเขาจะทำจบหรือไม่จบ

สำหรับ STEC ก็ต้องปรับตัวสู้ศึกมากขึ้น เรายืนยันว่า STEC จะปรับปรุงและพัฒนาตัวเองให้มีต้นทุนต่ำไปอีก แม้ว่าตอนนี้เราจะมีต้นทุนต่ำอยู่แล้วถ้าเทียบกับคนอื่น นอกจากสู้เรื่องราคาแล้ว เราก็ต้องมองหาโอกาสอื่นๆ ด้วย ทั้งการพัฒนาโครงการเอง หรือเข้าร่วมงานสัมปทานต่างๆ ให้มากขึ้น

“ธุรกิจหลักๆ ของเราเป็นรับเหมาก่อสร้างนั้นแหละ แต่ว่าเราจะร่วมทุนกับเขาบ้าง สัมปทานส่วนใหญ่เราก็จะไปกับ BTS ผมว่ากลยุทธ์มันต้องปรับตัวตามยุคสมัย เพราะมันเหนื่อย ประมูลมางานนึง 3 ปีก็หมดสัญญา ต้องหางานใหม่ทุกปี เราก็ต้องหาอะไรที่เป็นรายได้ประจำของเราอยู่บ้าง”

ทั้งนี้ ปัจจุบัน STEC มีสัดส่วนรายได้ประจำน้อยมาก เพราะเพิ่งลงทุนโครงการสัมปทานไปเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา ทั้งโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง แต่ยังไม่ออกดอกออกผล ต้องรออีก 2-3 ปี ประมาณปี 2564 จึงมีรายได้เข้ามา นอกจากนี้ STEC จะเริ่มลงทุนก่อสร้างอาคารหมอชิตแลนด์ในปลายปีนี้และใช้เวลาก่อสร้างอีก 3-4 ปี

ส่วนท้ายสุดท้ายแล้ว STEC จะมีรายได้จากสัมปทานหรือรายได้คงที่เป็นสัดส่วนเท่าใดของรายได้รวม ก็ยังต้องพิจารณาอีกครั้ง เพราะต้องอยู่กับสภาพตลาดด้วยว่า ในแต่ละช่วงตลาดจะมีงานสัมทปานออกมามากน้อยเพียงใด …

ขอบคุณภาพปกจากเพจ Sino-Thai Engineering and Construction Public Company Limited

Add Friend Follow
NOPPHAWHAN TECHASANEE