Business

ส่องสถานการณ์ล่าสุด ‘ไอโอที’ กับบทบาทขับเคลื่อนประเทศไทย สู่ ‘เศรษฐกิจดิจิทัล’

หัวเว่ย รายงานสถานการณ์ อุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที)ของประเทศไทย ในงาน Thailand IoT Industry Summit ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Depa) เควกเทล และหัวเว่ย โดยระบุกรอบการทำงานสำหรับเทคโนโลยี อีโคซิสเต็ม และการใช้งาน ไอโอที ทั้งทั่วโลกและในประเทศไทย เพื่อร่วมแนะนำแนวทางการพัฒนาธุรกิจแก่สตาร์ทอัพด้านไอโอทีและกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย

เริ่มจากสถานการณ์ในตลาดโลก โดยข้อมูลของ GSMA Intelligence ณ เดือนพฤษภาคม 2562 ระบุว่า มีเครือข่ายมือถือไอโอที ที่เปิดใช้งานเชิงพาณิชย์แล้วทั้งสิ้น 114 เครือข่ายทั่วโลก โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคเป็นผู้นำในการใช้เทคโนโลยีนี้ และยังเป็นตลาดไอโอทีระดับภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยจะมีจำนวนการเชื่อมต่อไอโอทีมากที่สุดประมาณปี 2568 จากการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ยังประเมินว่า เอเชียแปซิฟิคจะเป็นภูมิภาคที่สร้างรายได้สูงที่สุดถึงราว 3.86 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่รายได้จากไอโอทีทั่วโลกจะสูงเป็นสี่เท่าหรืออยู่ที่ 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 จากการส่งเสริมของรัฐบาลและการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของการเชื่อมต่อไอโอทีในภาคอุตสาหกรรม

ส่วนการเชื่อมต่อไอโอทีทั่วโลกจะเพิ่มสูงถึง 2.5 หมื่นล้านในราวปี 2568 และมีตัวอย่างการใช้งาน (Use Case) ของเทคโนโลยี NB-IoT ถึง 50 รูปแบบใน 40 อุตสาหกรรมทั่วโลก โดยมีจีนเป็นประเทศที่มีการใช้งานมากที่สุดในโลก

เมื่อมองถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี NB-IoT ในประเทศไทย ค่ายเอไอเอส ได้เปิดให้บริการ NB-IoT โดยใช้คลื่น 900 เมกะเฮิร์ตซ์ครอบคลุมทั่วทั้ง 77 จังหวัดในประเทศไทย และ ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้เปิดให้บริการ NB-IoT ทั่วทั้งประเทศเช่นกัน พร้อมทั้งเริ่มทดสอบการใช้งานบางรูปแบบ อาทิ การติดตามเด็ก ผู้สูงอายุ มิเตอร์วัดน้ำอัจฉริยะ มิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ Cow-Connected (เซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิและสภาพร่างกายของวัว) รวมถึงการใช้งานที่เริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์แล้ว อาทิ การติดตามรถ ที่จอดรถอัจฉริยะ ระบบแสงไฟถนนอัจฉริยะ เป็นต้น

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเตรียมพัฒนาสร้างเมืองอัจฉริยะให้ได้ตามเป้าหมาย 30 เมืองใน 24 จังหวัดในราวปี 2563 และพลิกโฉมเมืองอีก 100 แห่งทั่วประเทศให้เป็นเมืองอัจฉริยะในปี 2565 โดยในปี 2562 จะมีการเชื่อมต่อ C-IoT (2G, 3G, 4G) 8 ล้านจุด และจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 15 ล้านในราวปี 2565 โดยจะมี “Connected Energy” ซึ่งพัฒนามาจากการอ่านสมาร์ทมิเตอร์แบบเดิมเป็นหลัก และจะเป็นรูปแบบการเชื่อมต่อที่ใช้กันโดยส่วนใหญ่ ตามมาด้วยเชื่อมต่อยานพาหนะ (Connected Car) และเชื่อมต่ออุตสาหกรรม (Connected Industry)

ความสำคัญของไอโอทีนั้น จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญ ที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อน 5 อุตสาหกรรมอนาคต (S-Curve) ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม (Robotics) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Bio chemicals) และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) โดยตั้งใจให้เป็นการพัฒนาเชิงอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานรูปแบบใหม่

ความต้องการเทคโนโลยีไอโอทีที่กำลังเพิ่มขึ้นในทุกประเภทอุตสาหกรรม การพัฒนาสาธารณูปโภคอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ ตลอดจนการผลักดันจากภาครัฐได้ขับเคลื่อนประเทศไทยให้มีการใช้งานเทคโนโลยีไอโอที ในภาคอุตสาหกรรมให้ขยายตัวต่อไป

ตัวอย่างของอุตสาหกรรมอนาคต ที่ใช้ไอโอทีเข้ามาร่วมขับเคลื่อนพัฒนา เช่น สถาบันไอโอที กำลังมีส่วนช่วยพัฒนาแรงงานดิจิทัลด้านการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพเพื่อรองรับความต้องการของตลาด ขณะที่อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ที่ขับเคลื่อนด้วยไอโอทีในหลายๆ รูปแบบ ตั้งแต่การขนส่งทางเรือและทางอากาศ ไปจนถึงการเก็บและการส่งสินค้า การใช้งานบางอย่างต้องการการติดตามการส่งสินค้าแบบเรียลไทม์ การขยายประสิทธิภาพของคลังสินค้า การคาดการณ์การซ่อมบำรุงทรัพยากร การคำนวณเส้นทางให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นต้น

ในส่วนของหุ่นยนต์ต่างๆ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอัตโนมัติก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์และเทคโนโลยี ไอโอที การผสานบิ๊กดาต้าเข้ากับการวิเคราะห์ในระบบอัตโนมัติของโรงงาน เซ็นเซอร์อัจฉริยะ และอุปกรณ์กระตุ้นการทำงานจากอุปกรณ์ไอโอทีที่รับส่งข้อมูลโดยใช้ไอพี เพื่อพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมการแพทย์ มีการผสานเทคโนโลยี ไอโอทีเข้ากับการแพทย์และการดูแลสุขภาพ เช่น การเฝ้าติดตามการแพทย์ทางไกล โดยหลักๆ จะใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ไอโอที เพื่อสร้างระบบการให้คำปรึกษาทางไกลโดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และระบบการดูแลติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยวิกฤต ฯลฯ

สำหรับบทบาทการมีส่วนร่วมของหัวเว่ยในการพัฒนาไอโอที และสร้างระบบนิเวศในประเทศไทย จะดำเนินการในหลายด้าน ได้แก่ การสนับสนุนพันธมิตร Software Integrator (SI) ในประเทศไทย ที่ต้องการแพลตฟอร์มไอโอที ที่ทรงพลังเป็นที่ยอมรับ เพื่อผสานการใช้งานอุปกรณ์ดีไวซ์ แอปพลิเคชัน และโซลูชันไอโอทีเพื่อให้บริการตามความต้องการของลูกค้า โดยแพลตฟอร์ม Ocean Connect IoT ในพับลิคคลาวด์ของหัวเว่ย ได้ช่วยให้พันธมิตร SI สามารถพัฒนาไอโอที และนำแอปพลิเคชันออกสู่ตลาดได้เร็วมากขึ้น

นอกจากการสนับสนุนพันธมิตร SI แล้ว แพลตฟอร์ม Ocean Connect IoT ยังสามารถช่วยสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพ และนักพัฒนาเพิ่มเติมในการผลักดันแอปพลิเคชันสู่ตลาดโลก อาทิ โลจิสติกส์ การผลิตพลังงาน โรงพยาบาลและการดูแลสุขภาพ องค์กรธุรกิจ โรงเรียน เมือง และอื่นๆ พร้อมทั้งผนวกรวมชุมชนพันธมิตรไอโอที ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนนักพัฒนาและ SI ในการขับเคลื่อนไอโอทีให้เข้าสู่ตลาดได้รวดเร็วขึ้น

จากความก้าวหน้าด้านไอโอทีทั่วโลก และมีตัวอย่างการใช้งาน (Use Case) แอปพลิเคชันไอโอทีมากมาย ที่สามารถนำมาปรับใช้ในประเทศไทยได้ อาทิ สมาร์ทมิเตอร์ ที่จอดรถอัจฉริยะ ระบบตรวจจับควันอัจฉริยะ ระบบติดตามอัจฉริยะ และการเกษตรอัจฉริยะ เป็นต้น

หัวเว่ยยังมองว่า จากตัวอย่างการใช้งาน NB-IoT ทั้ง 50 รูปแบบใน 40 ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยเป็นประเทศหลักในภูมิภาคนี้ที่จะได้ปรับใช้ตัวอย่างการใช้งาน NB-IoT ได้มากพอๆ กับที่ใช้กันทั่วโลก โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ได้แก่ กลุ่มสมาร์ทซิตี้ อาทิ ระบบแสงไฟถนนอัจฉริยะ มิเตอร์น้ำอัจฉริยะ มิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่จอดรถอัจฉริยะ ระบบดักจับควันอัจฉริยะ ระบบเฝ้าดูแลถังขยะ ระบบเฝ้าติดตามฝาท่อน้ำ เป็นต้น กลุ่มสมาร์ทอินดัสทรี เช่น การเกษตรอัจฉริยะ Connected Cow ระบบคลังสินค้าและขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ ระบบติดตามการขนส่งสินค้า และ สมาร์ทไลฟ์ อาทิ ระบบติดตามมอเตอร์ไซค์ ระบบติดตามคน สมาร์ทล็อค เป็นต้น

Add Friend Follow
WANPEN PUTTANONT