Marketing Trends

‘ไทยเบฟ’เท2แสนล้านซื้อกิจการเหล้า-เบียร์ขึ้นที่1อาเซียน

ไทยเบฟกลับลำเพิ่มสัดส่วนธุรกิจแอลกอฮอลล์ 78% ประเดิมลงทุนไตรมาสแรกปีนี้ ใช้เงิน 2 แสนล้านบาท ซื้อบริษัทเหล้าเบียร์ในเวียดนามและเมียนมา ผงาดขึ้นเป็นบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหญ่สุดในอาเซียน เปลี่ยนเป้าจากแผนลดพอร์ตแอลกฮอล์ 50/50 ที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2561 บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) สร้างความฮือฮาให้ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอาเซียน เมื่อประกาศใช้เม็ดเงินกว่า 2 แสนล้านบาทเข้าซื้อกิจการสุราและเบียร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเวียดนามและเมียนมา ทำให้ไทยเบฟ ก้าวขึ้นเป็นกลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันดับ 1 ในอาเซียนทันที ด้วยส่วนแบ่งตลาดรวม 26% จากก่อนหน้านี้อยู่ในอันดับ 6

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ไทยเบฟ กล่าวถึงการเปิดเกมรุกด้วยการซื้อกิจการเหล้าเบียร์ และธุรกิจอาหารในต่างประเทศ และไทย จำนวน 4 ดีล ในช่วงไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2561 (เดือนตุลาคม – ธันวาคม 2560) รวมมูลค่า 2 แสนล้านบาท

ดีลการเทคโอเวอร์กิจการทั้ง 4 ประกอบด้วย

1.ซื้อหุ้นบริษัท ไซ่ง่อน เบียร์ แอลกอฮอล์ เบฟเวอเรจ คอร์เปอเรชั่น หรือ ซาเบโก (Sabeco) มูลค่า 156,000 ล้านบาท,

2.ซื้อหุ้น 75% ของ Grand Royal Group ผู้ผลิตสุรารายใหญ่สุดของเมียนมาร์ มูลค่า 25,000 ล้านบาท

3. ซื้อแฟรนไชส์ ร้านเคเอฟซี จำนวน 252 สาขา มูลค่า 11,400 ล้านบาท โดยวางแผนจะเปิดสาขาใหม่เพิ่ม 20 แห่งในปีนี้ และเปิดอีก 30 สาขาในปี 2562

4. ซื้อหุ้น 76% ของกิจการร้านอาหารไทยของ Spice of Asia จำนวน 10 สาขา เข่น แบรนด์ Chilli cafe มูลค่า 115 ล้านบาท

ไทยเบฟเดินหน้ากลยุทธ์สำคัญ โดยเลือกซื้อกิจการที่เป็นเบอร์ 1 ในตลาด ซึ่งถือเป็นการเดินทางลัดเพิ่มส่วนแบ่งตลาด และรายได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาทำตลาด

เดิมซานมิเกลครองส่วนแบ่งตลาดอันดับแรก 19% ซาเบโก 17% ไฮเนเก้น 14%  สิงห์ 13% คาร์ลสเบิร์ก 12% ช้าง 6% ฮาเบโก 7% จากตลาดรวมเบียร์ในอาเซียนมูลค่า 8,000-9,000 ล้านลิตร (ที่มา: ยูโรมอนิเตอร์, ผลประกอบการ, นิกเคอิ อาเซียน รีวิว)  ซึ่งการโฟกัสไปที่เวียดนาม เพราะตลาดเบียร์ใหญ่กว่าไทย 2 เท่า หรือราว 4,400 ล้านลิตร จำนวนประชากร 90 ล้านคน และเป็นคนรุ่นใหม่มีกำลังซื้อ

ส่วนเมียนมา ถือเป็นตลาดใหญ่ธุรกิจสุรา ประชากรจำนวนมากกว่า 50 ล้านคน ที่สำคัญทั้ง 2 ตลาดมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี

การซื้อกิจการครั้งนี้ ส่งผลต่อโครงสร้างรายได้ของไทยเบฟ ในปี 2563 ที่เดิมวางไว้ว่า แอลกอฮอล์ และนอนแอลกอฮอล์จะทำรายได้อย่างละครึ่ง แต่หลังจากซื้อกิจการเบียร์เบอร์ 1 ของเวียดนาม จะทำให้ รายได้แอลกอฮอล์ 78% นอนแอลกอฮอล์ 22%

ที่สำคัญการซื้อกิจการครั้งนี้จะส่งผลให้ Market Cap ของไทยเบฟ มีมูลค่ามากขึ้น จาก ณ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 มี Market Cap มูลค่า 500,000 ล้านบาท โดยมูลค่าดังกล่าวยังไม่รวมมูลค่าของซาเบโก และเฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ (F&N)

 

 

Add Friend Follow
อรวรรณ หอยจันทร์