Business

‘หนังไทย’ หมดยุคฉายเดี่ยว ‘ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม’ อ้าแขนรับพันธมิตร ขยายตลาดนอก

“ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม” บริษัทผลิตภาพยนตร์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2557 จากการร่วมทุนของกลุ่มทรู, เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์, แบ็งคอค ฟิล์มสตูดิโอ และแม็ทชิ่ง สตูดิโอ พลัส โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานภาพยนตร์ไทย และมีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก คือ “ตุ๊กแกรักแป้งมาก” ตามด้วย ซิงเกิ้ล เลดี้ และ ฉลุย แตะขอบฟ้า เป็นต้น

สง่า ฉัตรชัยรุ่งเรือง

กระทั่งล่าสุด บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม ประกาศทรานส์ฟอร์มธุรกิจใหม่ เพื่อให้ธุรกิจสร้างภาพยนตร์ไทยแข่งขันและอยู่รอดได้ ด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ หรือบิสซิเนสโมเดลใหม่ จากการลงทุนสร้างภาพยนตร์เอง มาเป็นการจับมือพันธมิตรธุรกิจที่มีความชำนาญเฉพาะด้านเข้ามาร่วมทุนสร้างภาพยนตร์ ซึ่งจะส่งผลให้ภาพยนตร์เรื่องนั้นมีคุณภาพและโอกาสประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากความแข็งแกร่งของพันธมิตรในแต่ละด้าน

นายสง่า ฉัตรชัยรุ่งเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม จำกัด เปิดเผยว่า ล่าสุด บริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ 3 ราย ได้แก่ บีฮีมอธ แคปปิตอล, นอร์ธสตาร์ สตูดิโอ และ เอ็ม พิคเจอร์ส เพื่อร่วมทุนสร้างภาพยนตร์เรื่อง “โปรเม อัจฉริยะ/ต้อง/สร้าง” เพื่อเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจ ช่วยต่อยอดคุณภาพการสร้างภาพยนตร์ และประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น พร้อมส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศต่อไป โดยมีกำหนดเข้าฉาย 15 สิงหาคมนี้ทุกโรงภาพยนตร์

ทั้งนี้ จะใช้ความชำนาญของบริษัท บีฮีมอธ แคปปิตอล จำกัด ในด้านการวางกลยุทธ์การตลาดและสื่อประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ผ่านทางสื่อต่าง ๆ ขณะที่่ บริษัท นอร์ธสตาร์ สตูดิโอ จำกัด บริษัทสร้างคอมพิวเตอร์กราฟฟิก, แอนิเมชั่น เข้ามาช่วยในเรื่องคอมพิวเตอร์ กราฟฟิก โดยก่อนหน้านี้ได้ร่วมทุนสร้างภาพยนตร์เรื่อง “แสงกระสือ” มาแล้ว และมีแผนร่วมทุนสร้างภาพยนตร์ร่วมกันอีก 5-6 เรื่อง ส่วน บริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส จำกัด จะสนับสนุนด้านการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ การลงทุนกับทั้ง 3 บริษัทพันธมิตร เป็นแผนการลงทุนแบบระยะยาวเป็นการใช้เงินลงทุนและกำไรหมุนเวียนในการสร้างภาพยนตร์เรื่องต่อๆ ไป และในอนาคตบริษัทมีแผนจะร่วมทุนกับพันธมิตรจากทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

“การสร้างภาพยนตร์โดยไม่มีพันธมิตรจะทำให้สร้างได้ไม่กี่เรื่อง แต่การร่วมทุนจะทำให้สามารถสร้างภาพยนตร์ได้จำนวนเรื่องมากขึ้น คนดูเกิดความต่อเนื่องที่จะได้ดูผลงานของค่ายหนังนั้น ๆ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการสร้างภาพลักษณ์ให้กับค่ายหนัง”นายสง่ากล่าว

ด้าน นายวิบูลย์ ลีรัตนขจร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีฮีมอธ แคปปิตอล จำกัด กล่าวว่า นอกจากเรื่อง “โปรเม อัจฉริยะ/ต้อง/สร้าง” แล้ว บีฮีมอธยังวางแผนร่วมมือกับ เอ็ม พิคเจอร์ส   สร้างภาพยนตร์ร่วมกัน เรื่อง “ขุนแผน ฟ้าฟื้น” ซึ่งกำหนดจะฉายในเดือนตุลาคมนี้

“ความร่วมมือกันครั้งนี้น่าจะเป็นตัวอย่างให้หลายๆ บริษัทได้เห็นว่า จริง ๆ เราสามารถเอาจุดแข็งของบริษัทเรามาร่วมมือกันเพื่อสร้างชิ้นงานดี ๆ ให้ผู้ชมมีความสุขและจะเป็นชิ้นงานที่ประสบความสำเร็จได้ ผมเชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการที่จะให้คนในอุตสาหกรรมนี้จับมือกันและมีความสามัคคีในการทำงานร่วมกันมากขึ้น”นายวิบูลย์กล่าว

จะเห็นได้ว่า การลงทุนสร้างภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะทำให้ประสบความสำเร็จ ในแง่การตอบรับจากผู้ชม ไม่ใช่เรื่องง่าย และจำเป็นต้องมีพาร์ทเนอร์ที่มีความชำนาญในแต่ละด้าน เข้ามาร่วมมือใช้ความชำนาญของแต่ละคนช่วยกันขับเคลื่อนตั้งแต่ต้นทางคือการผลิตภาพยนตร์ กลางทางคือการทำการตลาด ไปจนถึงปลายทางคือ การนำเสนอภาพยนตร์เรื่องนั้นไปเสิร์ฟถึงสายตาผู้ชมนั่นเอง

Add Friend Follow
WANPEN PUTTANONT