ดูหนังออนไลน์
Finance

มาแล้วๆ !! หุ้นฟื้นฟูตระกูลดังจ่อเปิดเทรด

การที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกาศรายชื่อบริษัทในกลุ่มฟื้นฟูกิจการ ซึ่งสามารถแก้ไขเหตุเพิกถอนได้แล้ว และมีคุณสมบัติกลับมา ซื้อขาย(Resume Stage) จำนวน 16 บริษัท แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ 1.กลุ่มฐานะการเงิน กรณีส่วนผู้ถือหุ้นต่ำกว่าศูนย์ ปัจจุบันมีส่วนผู้ถือหุ้นเป็นบวกแล้วให้เวลาจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2562 ได้แก่ หุ้นADAMและให้เวลาจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 ได้แก่ หุ้น KTECH หุ้น NFC หุ้น POMPUI หุ้น PRO หุ้น SAFARI หุ้น STHAI หุ้น THL หุ้น VI หุ้น WORLD หุ้น WR และหุ้น YCI

2.กลุ่มเป็นบริษัทที่ไม่ส่งงบการเงินภายในกำหนด ปัจจุบันส่งงบการเงินที่ล่าช้า และครบกำหนดเวลาดำเนินการได้ครบถ้วน ให้เวลาจนถึงวันที่ 31 มี.ค. 2562 ได้แก่ หุ้น AI หุ้น AIE หุ้น BLISS และหุ้น BUI

ขณะนี้มีบริษัทจดทะเบียนได้ยื่นคำขอพ้นเหตุเพิกถอนแล้ว  ตลาดหลักทรัพย์อยู่ระหว่างพิจารณาให้เปิดซื้อขายได้ตามปกติ ประกอบด้วย

บริษัท เอ็นเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ NFC

บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) หรือ POMPUI

 บริษัท ซาฟารีเวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ SAFARI

บริษัท บลิส-เทล จำกัด (มหาชน)หรือ BLISS 

 บริษัท บางกอกสหประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)หรือ BUI

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์อนุมัติให้หุ้นของบริษัท เอ็นเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ NFC พ้นเหตุอาจถูกเพิกถอน โดยปลดเครื่องหมายห้ามการซื้อขาย ( SP) และให้เริ่มทำการซื้อขายหุ้น NFC ในตลาดหลักทรัพย์กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุตสาหกรรม หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. 2561 ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทแรกในกลุ่มนี้

จากการสำรวจข้อมูลของหุ้นกลุ่มฟื้นฟูกิจการดังกล่าว จะพบว่า บรรดาผู้ถือหุ้นใหญ่จะอยู่ในกลุ่มตระกูลดัง ซึ่งเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป และสำหรับที่มาของการเข้ามาถือหุ้นในครั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแนวทางการแก้ไขปัญหาของแต่ละบริษัท จะเลือกทำ ซึ่งอาจจะมาจากการรับซื้อหุ้นเพิ่มทุนในระหว่างที่บริษัทฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้ฐานะการเงินเป็นไปตามคุณสมบัติที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดไว้  สามารถทำให้หุ้นกลับมาซื้อได้ตามปกติ หรืออาจใช้วิธีการซื้อกิจการ(เทคโอเวอร์)จากผู้ถือหุ้นเดิมทั้งหมด เพื่อเข้ามาปรับโครงสร้างทางการเงิน โครงสร้างธุรกิจ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หุ้น NFC ปัจจุบันบริษัทดำเนินธุรกิจ นำเข้าและจำหน่ายแอมโมเนีย  แอมโมเนียมไฮดรอกไซด์ และกรดกำมะถัน รวมทั้งให้บริการคลังสินค้า โลจิสติกส์ และท่าเทียบเรือ และมีผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง คือ ณัฐภพ รัตนสุวรรณทวี  จำนวน 607.41 ล้านหุ้น คิดเป็น 55.84%

ขณะที่่ วิชัย ทองแตง ทนายความและนักเทคโอเวอร์ชื่อดัง ถือหุ้นจำนวน 25.60 ล้านหุ้นคิดเป็น 2.35% ทั้งนี้ บริษัทมีส่วนทุนเป็นบวกแล้วอยู่ที่ 986.53 ล้านบาท ส่วนราคาหุ้นที่ซื้อขายครั้งสุดท้ายอยู่ที่ 1.36 บาทต่อหุ้น มูลค่าตามบัญชีอยู่ที่ 0.91 บาทต่อหุ้น

หุ้น POMPUI บริษัทผลิตและจำหน่ายอาหารกระป๋องและอาหารในภาชนะปิดผนึกสำเร็จรูป ภายใต้เครื่องหมายการค้า ปุ้มปุ้ย และ ปลายิ้ม โดยมีกลุ่มตระกูล “โตทับเที่ยง เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่  

ล่าสุดจะเห็นว่า สมบัติ พานิชชีวะ ประธานกรรมการ บริษัททางยกระดับดอนเมือง จำกัด  ถือหุ้น 9.73 ล้านหุ้นคิดเป็น 1.94% ขณะที่ล่าสุดบริษัทมีส่วนทุนเป็นบวกอยู่ที่178.34 ล้านบาท ราคาหุ้นล่าสุดที่ปิดซื้อขายอยู่ที่ 2.16 บาทต่อหุ้น มูลค่าหุ้นตามบัญชี อยู่ที่ 0.36 บาทต่อหุ้น

หุ้น SAFARI บริษัทประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวและนันทนาการในรูปสวนสัตว์เปิด สวนน้ำ และ Theme Park โดยมีกลุ่มตระกูล “คิ้วคชา” เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งและยังพบว่า ทวีฉัตร จุฬางกูร นักลงทุนรายใหญ่ ถือหุ้นเป็นอันดับ 2 มีจำนวน 220 ล้านหุ้น คิดเป็น 9.90% ขณะที่บริษัทมีส่วนทุนเป็นบวกอยู่ที่ 3,042.12 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดซื้อขายอยู่ที่ 2.40 บาทต่อหุ้น และราคามูลค่าตามบัญชีอยู่ที่ 1.37 บาทต่อหุ้น

หุ้น BLISS ดำเนินธุรกิจ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และโทรคมนาคม ทั้งทางด้าน Software และ Hardware โดยเน้นลักษณะการทำตลาดโครงการสารสนเทศ โดยมีกลุ่มตระกูล “ทองแตง” ถือหุ้นใหญ่ ผ่านบุตรของของวิชัย ทองแตง เช่น  อัฐ ทองแตง ถือหุ้น 340 ล้านหุ้นคิดเป็น 4.95%  อิทธิ ทองแตง ถือหุ้น  295 ล้านหุ้น คิดเป็น 4.30%

ขณะที่กลุ่มตระกูล “ภัทรประสิทธิ์”  ถือผ่าน วีณา ภัทรประสิทธิ์  280 ล้านหุ้น คิดเป็น 4.07% และบริษัทมีส่วนผู้ถือหุ้นเป็นบวกอยู่ที่ 1,669.15 ล้านบาท  ราคาหุ้นปิดซื้อขาย 0.03 บาทต่อหุ้น มูลค่าหุ้นตามบัญชีอยู่ที่  0.24 บาทต่อหุ้น

 หุ้น BUI ดำเนินธุรกิจรับประกันวินาศภัยตามกรมธรรม์ประเภทต่าง ๆ เช่น กรมธรรม์ประกันอัคคีภัย กรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ และกรมธรรม์ประกันภัยเบ็ดเตล็ด นอกจากนี้ยังมีรายได้เสริมจากการให้เช่าอาคารสำนักงานสูงอีกด้วย  บริษัทมีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นกลุ่มตระกูล “เลี่ยวไพรัตน์” โดยถือผ่านบริษัท เลียวไพรัตนวิสาหกิจ จำกัด 4.62 ล้านหุ้นคิดเป็น15.40% บริษัท เลี่ยวไพรัตน์วิสาหกิจ จํากัด 4.15 ล้านหุ้นคิดเป็น13.84%

ขณะที่ ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ถือหุ้น 1.21 ล้านหุ้นคิดเป็น 4.05% มีส่วนผู้ถือหุ้นเป็นบวกอยู่ที่ 709.53 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดซื้อขายที่ 13.47 บาท มูลค่าหุ้นตามบัญชีอยู่ที่ 23.65 บาทต่อหุ้น

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่า หุ้นของตระกูลดังกำลังจะกลับมาเปิดซื้อขายได้อีกครั้ง หลังจากถูกห้ามซื้อขายมาเป็นระยะยาวนานมากกว่า 10 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าติดตามว่า หลังจากที่บริษัทสามารถแก้ไขปัญหาฟื้นฟูกิจการได้สำเร็จแล้ว ปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนแปลงไป และฐานะการเงินมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าในอดีต

ปัจจัยเหล่านั้น จะทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นและหันมาให้ความสนใจซื้อขายหุ้นหรือไม่นั้น คงต้องรอดูกันต่อไป

The Bangkok Insight Editorial Team
ทีมบรรณาธิการข่าว The Bangkok Insight