Business

‘เสี่ยบุณยสิทธิ์’ ซัดตั้งรัฐบาลช้า-บาทแข็ง ทำเศรษฐกิจไทย ‘เลวร้าย-รากหญ้าทรุด’

บุญยสิทธิ์ โชควัฒนา บิ๊กสหกรุ๊ป ออกโรงจี้เร่งตั้งทีมรัฐบาลใน 1 เดือนก่อนเศรษฐกิจไทยย่อยยับ แนะทางออกเร่งแก้ค่าบาทอยู่ที่ 34 บาท หนุนสินค้าไทย เกษตรไทยก่อนสูญพันธุ์ ด้านสหกรุ๊ปต้องเร่งปรับตัว ชะลอกลุ่มแฟชั่นสิ่งทอที่กระทบหนัก หันพึ่งธุรกิจอาหาร บริการ การศึกษา พลังงาน สร้างรายได้ทดแทน หวังปีนี้ยังโตได้ไม่เกิน 3%

บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจในช่วง 2 เดือนที่ได้นายกรัฐมนตรีแต่ยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาล ถือว่าอยู่ในช่วงที่ “เลวร้าย” ที่สุด เนื่องจากกำลังซื้อระดับล่างหายไปอย่างชัดเจน ค่าครองชีพสูงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าถึง 30 บาทต่อเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตร และรายได้ของเกษตรกรที่ลดลง ดังนั้นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลควรทำเป็นอย่างแรกคือ ค่าบาทที่ช่วงนี้ควรอยู่ที่ระดับ 34 บาท

“แต่ต้องระวังการแก้ปัญหาค่าเงินบาท ขึ้นเร็วไป หรือลงเร็วไป ไม่ดี ต้องค่อยๆ ปรับให้อ่อนค่าลง”

นอกจากนี้ยังมีผลจากการจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้ามาถึง 2-3 เดือน ทำให้เศรษฐกิจภาพรวมชะงักงัน นักลงทุนยังชะลอตัวไม่กล้าลงทุนเพราะต้องการรอดูโฉมหน้าของทีมรัฐบาลชุดใหม่ ดังนั้น อยากให้รีบตั้งคณะรัฐมนตรีภายใน 1 เดือน ก่อนที่เศรษฐกิจจะเสียหายไปมากกว่านี้

“คณะรัฐมนตรีที่ตั้งช้า เพราะมัวแต่แบ่งตำแหน่งกันไม่ลงตัว ทั้งที่ความจริงทุกคนที่อยากเข้ามาเป็นทีมรัฐบาล ควรมองถึงการแก้ปัญหาของประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ห่วงแต่ตำแหน่ง ถ้าทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน เศรษฐกิจก็ฟื้นตัวได้เร็ว”

สำหรับสินค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักในภาวะค่าเงินบาทแข็งค่า นอกจากสินค้าเกษตรแล้ว ยังมีสินค้าแฟชั่น สิ่งทอที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำอุตสาหกรรมสิ่งทอตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมถึงสหพัฒน์เช่นกัน ดังนั้นจึงต้องเร่งปรับตัวด้วยการใส่นวัตกรรมในสินค้าและขยายไลน์ไปจับกลุ่มลูกค้าองค์กรหรือบีทูบีมากขึ้น เพราะในภาวะปัจจุบันเรียกได้ว่า สินค้ากลุ่มแฟชั่น สิ่งทอ แทบจะสูญพันธุ์ก็ว่าได้

จากภาวะดังกล่าว ทำให้รายได้สินค้ากลุ่มแฟชั่นของเครือสหพัฒน์ลดลง แต่ได้การเติบโตของกลุ่มอาหารและ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่เติบโตเพิ่มขึ้นมาทดแทน ทำให้คาดว่าปีนี้ภาพรวมรายได้ของบริษัทคาดว่าจะยังเติบโตได้ 2-3% จากรายได้ 3 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน เครือสหพัฒน์ยังต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ด้วยการหันไปขยายธุรกิจที่ยังมีโอกาสเติบโต โดยนับจากนี้ จะเริ่มขยายธุรกิจกลุ่มสินค้าบริการ เช่น อีคอมเมิร์ซ, โลจิสติกส์ ที่อยู่ระหว่างเร่งก่อสร้างแถวสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อสนับสนุนการขนส่งสินค้าในเครือให้เข้าถึงร้านค้าได้รวดเร็วขึ้น โดยลงทุนไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท การให้ความสำคัญกับการค้าขายแบบออมนิชาแนล และสถาบันการศึกษาที่จะร่วมมือกับ คิงส์คอลเลจ เปิดโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจ รวมถึงธุรกิจพลังงาน ที่จะร่วมมือกับบริษัท เจเนอรัล อิเล็กทริค อินเตอร์เนชั่นแนล โอเปอเรชั่นส์ หรือ จีอี ประเทศไทย พัฒนาเทคโนโลยีพบัวว่รในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีปัจจัยบวกจากการเปิดอีอีซี ที่จะดึงให้นักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุน และส่งผลดีต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจอื่นๆ ในพื้นที่ เพราะปัจจุบันต่างประเทศยังมองว่า ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่น่าลงทุน หากแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้เร็ว การเมืองมีเสถียรภาพ จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

“ที่สำคัญคือ คณะรัฐมนตรีที่จะเข้ามาต้องมี “กึ๋น” มีความรู้และมีความจริงใจร่วมกันแก้ปัญหา”นายบุณยสิทธิ์กล่าวปิดท้าย

Add Friend Follow
WANPEN PUTTANONT