Business

ย้อนรอย BEAUTY เกิดอะไรขึ้นกับหุ้นตัวนี้

ย้อนเวลาไปสัก 2 – 3 ปีที่ผ่านมา BEAUTY หรือ บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) ภายใต้การนำของ นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ” ถือเป็นหุ้นที่โด่งดังมากๆ ด้วยมูลค่าที่เติบโตติดกันทุกปี จนถูกเรียกว่าเป็น “หุ้น 10 เด้ง” ในตอนนั้น

BEAUTY ดำเนินธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิว ภายใต้ 5 แบรนด์ที่มีกลุ่มลูกค้าแตกต่างกัน ได้แก่ บิวตี้ บุฟเฟต์ (BEAUTY BUFFET), บิวตี้ คอทเทจ (BEAUTY COTTAGE), บิวตี้ มาร์เก็ต (BEAUTY MARKET), เมด อิน เนเจอร์ (MADE IN NATURE), และบิวตี้ พลาซ่า (BEAUTY PLAZA)

จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครั้งแรก เมื่อเดือนธันวาคม 2555 ราคา IPO อยู่ที่ 8 บาท/หุ้น (หากอิงราคาก่อนแตกพาร์จะอยู่ที่ 0.80 บาท/หุ้น) และนับตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปี 2560 เป็นช่วงที่มูลค่าบริษัทเติบโตก้าวกระโดดจากผลประกอบการอันดีเยี่ยม

นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ

ทำให้เวลานั้น ราคาหุ้น BEAUTY อยู่ในช่วงขาขึ้นรอบใหญ่มาโดยตลอด เคยขึ้นไปทำจุดสูงสุงทะลุ 23 บาท หรือมีการซื้อ-ขายที่ P/E ระดับ 70 เท่าเลยทีเดียว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของนักลงทุนเป็นอย่างมาก

แต่หันกลับมามองในปัจจุบันกลับเกิดเหตุการณ์ราคาหุ้น BEAUTY ดิ่งฮวบ และมีกระแสความกังวลเกี่ยวกับบริษัทออกมามากมายเต็มไปหมด คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับหุ้นตัวนี้ ?

ย้อนเหตุการณ์เมื่อประมาณช่วงต้นปี 2561 รายได้และกำไรของ BEAUTY จากเดิมที่เคยเติบโตอย่างมหาศาล ระหว่างปี 2558 – 2560

ปี 2558 รายได้ 1,792 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.36% กำไรสุทธิ 402 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.65%

ปี 2559 รายได้ 2,558 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.79% กำไรสุทธิ 656 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.99%

ปี 2560 รายได้ 3,735 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.98% กำไรสุทธิ 1,229 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87.39%

กลับถึงวันที่หยุดชะงัก เนื่องจากผลประกอบการสำหรับงวดปี 2561 บริษัทมีรายได้ 3,501.24 ล้านบาท ลดลง 6.26%  มีกำไรสุทธิ 991.59 ลดลง 23.94% ซึ่งในตอนนั้นมีปัจจัยลบรอบด้านเข้ามาพร้อมๆกัน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทเดินทางมาเที่ยวไทยลดลง

นอกจากนี้ ตลาดธุรกิจความงามขณะนั้นก็พบกับบรรยากาศไม่ค่อยดีนัก ทั้งการคุ้มเข้มเรื่องคุณภาพผลิตภัณฑ์จาก อย. ทำให้สินค้าบางตัวที่เคยขายดีมากๆ ได้รับผลกระทบต้องปรับสูตรใหม่ ไม่ได้ขายดีถล่มทลายเหมือนแต่ก่อน

แน่นอนว่าปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อราคาหุ้นให้ค่อย ๆ ไหลลงไปเรื่อย ๆ จนในตอนนั้นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของ BEAUTY หายไปมากกว่า 70% เลยทีเดียว เนื่องจากความกังวลของตลาดต่อพื้นฐานบริษัท

ขณะเดียวกันล่าสุดงบไตรมาส 1 ปี 2562 ยังมาตอกย้ำอีกว่า ความกังวลของตลาดในตอนนั้นไม่ใช่เรื่องผิด เพราะบริษัทมีรายได้รวมลดลง 39.36% เหลือ 548.74 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิก็ลดลง 75.37% เหลือ 69.55 ล้านบาท

อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่อง 2 ผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง “นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ” และ “นางธัญญาภรณ์ ไกรภูเบศ” เทขายหุ้นออกมาหลายต่อหลายครั้งในช่วงที่บริษัทชะลอการเติบโต จากเดิมที่ครอบครัวไกรภูเบศ เคยถือหุ้น BEAUTY สูงถึง 70% ตอนนี้กลับเหลือราว 20% เท่านั้น

สำหรับเหตุการณ์ที่เรียกเสียงฮือฮาต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องในเดือนมีนาคม 2561 ที่ 2 ผู้ถือหุ้นใหญ่แจ้งขายบิ๊กล็อตรวม 140,000,000 หุ้น คิดเป็น 4.66% ที่ราคา 18.80 บาทต่อหุ้น ทำให้เหลือสัดส่วนถือหุ้นรวมเพียง 21.23% โดยเป็นเหมือนการส่งสัญญาณเชิงลบอย่างมาก

แม้เรื่องนี้ นายแพทย์สุวิน จะออกมายืนยันหลายครั้งว่าไม่ใช่การทิ้ง BEAUTY แน่นอน เพียงแต่เป็นเรื่องสภาพคล่องของบริษัท และขอให้ผู้ถือหุ้นมั่นใจ เพราะบริษัทยังมีความท้าทายใหม่ๆ รออยู่ในอนาคตรวมถึงเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2561 เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเสนอขออนุมัติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อขอซื้อหุ้นคืน เพื่ออยากจะเรียกความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนคืนมา แต่จนแล้วจนรอดถึงตอนนี้ แผนซื้อหุ้นคืนที่ว่าก็ยังไม่คลอดออกมาสักที

ทั้งหมดที่ว่าทั้งเรื่องกระแสธุรกิจที่เปลี่ยนไป ความคาดหวังของตลาดที่สูงกว่าพื้นฐานบริษัท และความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนต่อผู้บริหาร ทำให้ BEAUTY ยังต้องเผชิญกับภาวะที่ยากลำบาก ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าบริษัทจะสามารถกลับมาสวยงามให้สมกับชื่อ BEAUTY ได้เหมือนเดิม

Add Friend Follow
InveStory