Branding

‘แอสเสท เวิรด์’ ดึงดาวเด่นโรงแรม – รีเทล จัดพอร์ตเกือบแสนล้านเข้าตลาดฯ

แอสเสท เวิรด์ ปั้นพอร์ตอลังการ ดึงทรัพย์สินดาวเด่นจัด 2 ขาธุรกิจหลัก กลุ่มโรงแรมและการบริการ กับ กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ พร้อมปรับโครงสร้างบริหารจากครอบครัวสู่มืออาชีพ เตรียมพร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ ด้วยมูลค่าทรัพย์สินเกือบแสนล้านบาท

วัลลภา ไตรโสรัส

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภทของกลุ่มทีซีซี กรุ๊ปของกลุ่มเจริญ สิริวัฒนภักดี ปัจจุบันได้นำธุรกิจในกลุ่มโรงแรม อาคารสำนักงาน และธุรกิจค้าปลีกในเครือ มาจัดกลุ่มธุรกิจใหม่ โดยอยู่ภายใต้การบริหารงานของ แอสเสท เวิรด์ คอร์ป เพื่อโฟกัสธุรกิจสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการจัดพอร์ตธุรกิจให้ชัดเจนเพื่อนำบริษัทเข้าจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยยื่นไฟล์ลิ่งเรียบร้อยแล้วในวันนี้ (11 มิถุนายน 2562)

การเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยังส่งผลให้ แอสเสท เวิรด์ฯ ต้องปรับโครงสร้างการทำงานและการบริหารงานใหม่ จากเดิมที่เป็นระบบการบริหารงานแบบครอบครัว เปลี่ยนเป็นการบริหารงานแบบสากล เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีจำนวนทรัพย์สินที่ยื่นไฟลิ่งรวม 9.2 หมื่นล้านบาท

หลังจากการเข้าตลาด ผู้บริหาร แอสเสท เวิรด์ฯ เชื่อมั่นว่าจะสามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด จากยอดขาย 3 ปีที่ผ่านมา สามารถเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 155 ต่อปี โดยมีรายได้อยู่ที่ 9,411 ล้านบาท ในปี 2559 เพิ่มเป็น 11,207 ในปี 2560 แลบะ 12,415 ในปี 2561

การจัดพอร์ตธุรกิจของ แอสเสท เวิรด์ฯ ได้เลือกธุรกิจที่เป็นดาวเด่นและมีความแข็งแรงมาจัดเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ ที่ปัจจุบันสร้างรายได้ 60% จากกิจการโรงแรม 15 แห่ง แบ่งเป็นดำเนินการแล้ว 10 แห่ง คือ โรงแรมแบงค็อก แมริออทมาร์คีส์ ควีนปาร์ค, บันยันทรี สมุย, ดับเปิ้ลทรี ฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ, ฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ, เลอ เมอริเดียน กรุงเทพ, เลอ เมอริเดียน เชียงใหม่, เชอราตัน สมุย, เดอะ แอทธินี, วานาเบลล์และ โรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ยังมีอีก 5 โรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนา 5 แห่ง ได้แก่ โรงแรมเดอะ เมโทรโพล ภูเก็ต, อิมพีเรียล โบ๊ทเฮ้าส์ บีช รีสอร์ท, แบงค็อก แมริออท เดอะ เอเชียทีค พัทยา, อินน์ไซด์ แบงค็อก สุขุมวิท และโรงแรมบันยันทรี กระบี่ รวมถึงมีโรงแรมอีก 12 แห่งที่เจรจาซื้อขายเรียบร้อยแล้ว โดยเน้นย่านธุรกิจหรือแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เนื่องจากยุทธศาสตร์ของกลุ่มโรงแรมจะจับกลุ่มเป้าหมายกลางถึงบน ทั้งกลุ่มประชุมสัมมนา ครอบครัว นักธุรกิจและกลุ่มไฮเอนด์ ซึ่งจากแผนงานดังกล่าวจะส่งผลให้กลุ่มโรงแรมมีจำนวนห้องไม่ต่ำกว่า 8,000 ห้องใน 5 ปีจากนี้

สำหรับขาธุรกิจกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ สร้างสัดส่วนรายได้ 40%  ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่ 1. กลุ่มรีเทลหรือค้าปลีกที่มีรวม 10 แห่ง โดยดำเนินการ 8 แห่ง คือ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์, เกทเวย์ แอท บางซื่อ, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า งามวงศ์วาน, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า เชียงใหม่, โอ.พี.เพลส แบงค็อก, ตะวันนา บางกะปิ และลาซาล อเวนิว นอกจากนี้มีโครงการค้าปลีกที่อยู่ระหว่างพัฒนา 2 แห่งคือ คอมมูนิตี้มาร์เก็ต บางกะปิและเออีซี เทรด เซ็นเตอร์ ออนไลน์ที่พัทยา และ และ2. กลุ่มธุรกิจอาคารสำนักงาน 4 แห่ง คือ เอ็มไพร์ ทาวเวอร์, แอทธินี ทาวเวอร์, 208 วายเลสโร้ด และอินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์

ทั้งนี้ โครงการอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ของแอสเสท เวิรด์ฯ จะเป็นฟรีโฮลด์ หรือบริษัทเป็นเจ้าของที่ดินถึง 90% และส่วนใหญ่จะเป็นการพัฒนาฟรีโฮลด์เพื่อให้เช่า ซึ่งถือเป็นการเพิ่มมูลค่าที่ดินและสร้างการเติบโตในระยะยาว ตามวิสัยทัศน์ของบริษัทที่จะเน้นการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีความหลากหลาย สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน พร้อมเพิ่มโอกาสและประโยชน์ให้กับบริษัทและกลุ่มธุรกิจในเครือทีซีซี กรุ๊ป

 

เมื่อพิจารณาโครงการของ แอสเสท เวิรด์ฯ แล้วจะเห็นว่า กลุ่มโรงแรมที่มีรวมกว่า 5,000 ห้องในปัจจุบันและจะเพิ่มขึ้นเป็น 8,000 ห้องในอีก 5 ปี กลุ่มค้าปลีกที่มีพื้นที่ขายรวมกว่า 342,000 แสนตารางเมตร และอาคารสำนักงานพื้นที่รวม 270,594 แสนตารางเมตร ไม่รวมโครงการใหม่ๆ ที่อยู่ในแผนรวมถึงการมองหาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในเครือที่มีศักยภาพเข้ามาเพิ่มพอร์ต เพียงเท่านี้ก็ทำให้ แอสเสท เวิรด์ฯ มั่นใจว่า วิชั่นที่วางไว้ว่าจะขึ้นสู่ผู้นำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เมืองไทย อยู่แค่เอื้อมแล้ว

 

Add Friend Follow
WANPEN PUTTANONT