ดูหนังออนไลน์
Business

‘หอการค้า’ฟันธงเศรษฐกิจฟื้น‘จีดีพี’ปีนี้โต 4.5%

หลังจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสแรก ปี 2561 เติบโต 4.8%

จีดีพี ปี61

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  กล่าวว่าการประเมินจีดีพีปีนี้ หอการค้าไทยให้กรอบตัวเลขเติบโตไว้ที่ 4.2-4.6%  ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขสภาพัฒน์ ไตรมาสแรกที่ 4.8%  คาดว่าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังน่าจะเติบโต 4.5%

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กำลังพิจารณาปรับประมาณการจีดีพีใหม่ โดยจะรอดูผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ จากการลงนามจัดเก็บภาษีเหล็กและอลูมิเนียมในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) และนาฟต้า อีก 1 เดือน แต่เชื่อว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะโตได้ที่ 4.5%

การประเมินตัวเลขเศรษฐกิจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีตัวเลขครบถ้วนทุกด้าน จากการสำรวจผู้บริโภคและผู้ประกอบการ รวมทั้งข้อมูลจากหอการค้าจังหวัด และภาคทฤษฎีเชิงวิชาการ ดังนั้นตัวเลขที่ประเมินจึงไม่สามารถคลาดเคลื่อนไปจากตัวเลขของหน่วยงานราชการ และต้องบอกว่า “เศรษฐกิจฟื้นแล้วและดีขึ้น”

หอการค้าไทย
ธนวรรธน์ พลวิชัย

เศรษฐกิจโลกโตหนุนส่งออก-ท่องเที่ยว

ปีนี้เศรษฐกิจโลกอยู่ในทิศทางเติบโตเช่นกัน ดูได้จากตลาดหุ้นทุกตลาดปรับตัวดีขึ้นและต่อเนื่อง รวมทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำและน้ำมัน โดยสัญญาณราคาน้ำมัน ปรับตัวสูงขึ้น แม้จะเป็นปัญหาจากอิหร่าน ที่ป้อนน้ำมันสู่ตลาดโลกน้อยลง แต่กลุ่มโอเปค ได้พยายามเติมน้ำมันเข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น เพื่อทำให้ราคาน้ำมันไม่แพงเกินไป เพราะเศรษฐกิจโลกมีความต้องการน้ำมันสูงขึ้น โดยกลุ่มที่ฟื้นตัวโดดเด่นคือ จีนและอินเดีย

แนวโน้มเศรษฐกิจโลก ส่งสัญญาณอัตราดอกเบี้ยต่ำ จึงมีความชัดเจนว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งจะทำให้การส่งออกเติบโต  และการที่จีน อินเดีย และอาเซียนเติบโต ทำให้ปริมาณการค้าขายระหว่างกันจะเพิ่มขึ้นมาก

แม้สหรัฐจะส่งสัญญาณสงครามทางการค้า แต่เชื่อว่าสหรัฐจะดำเนินการแบบจำกัดสินค้า  แต่จะทำให้ยุโรปหันมาทำการค้าขายกับเอเชียมากขึ้น เป็นปัจจัยผลักดันเศรษฐกิจไทยเติบโต

มุมมองของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเชื่อว่า ปีนี้น่าจะเห็นตัวเลขการส่งออก 8-10% จากเดิมมองว่าเติบโต 6-8% ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว จะเห็นตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ 38-39 ล้านคน มากกว่าที่ประมาณการไว้เดิม 37-38 ล้านคน ดังนั้นภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวจึงเป็นอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโต

จีดีพี ปี 61

การผลิตเอกชน-ลงทุนรัฐเพิ่ม

นอกจากนี้เริ่มเห็นการใช้กำลังการผลิตของภาคเอกชนสูงขึ้น และเริ่มผลิตสินค้าป้อนตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ รถปิกอัพ ปรับตัวสูงขึ้น จะเป็นปัจจัยบ่งชี้ว่าประชาชนพร้อมบริโภคมากขึ้น และเศรษฐกิจเริ่มมีการลงทุนมากขึ้น

แนวนโยบายของรัฐที่เริ่มส่งเสริมการผลิตมากขึ้น รวมทั้งเม็ดเงินลงทุนภาครัฐในโครงการเมกะโปรเจคต่างๆ มากขึ้น จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตในปีนี้

ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่เริ่มกระเตื้องขึ้น สัญญาณการส่งออกและท่องเที่ยวที่เติบโตโดดเด่น ราคาสินค้าเกษตรบางรายการเริ่มฟื้น ค่าแรงขั้นต่ำเริ่มปรับตัวดีขึ้น การโอนเงินภาครัฐไปสู่สวัสดิการคนจน รวมทั้งการลงทุนภาครัฐ ดีขึ้นทุกตัว

 ปัญหาราคาสินค้าเกษตร

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สิ่งที่ยังเป็นปัญหาขณะนี้ คือ บางจังหวัด ยังไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจฟื้นจริง และยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ฟื้น  โดยหอการค้าไทยในต่างจังหวัด ส่งสัญญาณเหมือนกันว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่กลับมา ยังดูซึมๆ

จากการสำรวจดัชนีหอการค้าไทยทั่วประเทศช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองว่าเศรษฐกิจฟื้นแบบปานกลาง และบางส่วนบอกว่ากำลังซื้อยังไม่ฟื้น หรือเรียกได้ว่าเป็นการฟื้นตัวแบบ “อืดๆ”

มาจากปัจจัยพืชผลและราคาสินค้าเกษตรยังไม่ดี  สะท้อนจากตัวเลขรายได้เกษตรกรยังขยายตัวแบบติดลบ อีกปัจจัยมาจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเศรษฐกิจและธุรกิจ คือ การเคลื่อนไปสู่ประเทศไทยยุค 4.0 ประชาชนจะมีพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอบเปลี่ยนแปลงไป  โดยจะใช้สินค้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซมากขึ้น เช่น พักโรงแรมผ่าน Airbnb เป็นการถูกแย่งตลาดจากเทคโนโลยี แบบที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว

สถิติที่จับจากตัวเลขภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่เพิ่มขึ้นรวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามามากขึ้น สะท้อนเศรษฐกิจฟื้นนั้น ในด้านเศรษฐกิจภูมิภาคยังไม่ได้ประโยชน์โดยตรง และรัฐบาลจะต้องนำข้อมูลในภูมิภาคไปวิเคราะห์เพื่อวางนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคให้เติบโต

สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำ คือ การกระจายเงินลงทุน ไปยังภูมิภาคมากขึ้น เร่งรัดหน่วยงานของรัฐ ทำให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมขยายร้านค้าบัตรสวัสดิการคนจน ในกลุ่มสินค้าท้องถิ่น จะทำให้เม็ดเงินกระจายตัว  จากการลงทุนและจ้างงานในพื้นที่ จะช่วยให้เศรษฐกิจในพื้นที่ฟื้นตัวเร็วขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมสินค้าเกษตร การแปรรูปสินค้าเกษตรให้ขยายตัวได้ และทำให้ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น เชื่อว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะดีขึ้นในไตรมาส 4 ปีนี้

จีดีพี ปี61

จับตา 5 ปัจจัยเสี่ยง

สำหรับปัจจัยเสี่ยงในครึ่งปีหลังมี 5 ประการ คือ

  1. สงครามการค้าสหรัฐกับประเทศพันธมิตรในกลุ่มยุโรป และอาจขยายวงไปยังจีน ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย หากมีการตอบโต้รุนแรง
  2. ราคาน้ำมัน จากการที่สหรัฐมีปัญหากับอิหร่าน หากกลุ่มโอเปคและรัสเซียไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตรองรับความต้องการน้ำมันในตลาดโลก จะมีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะแตะ 80-100 ดอลลาร์ต่อบาเรล
  3. การฟื้นตัวช้าของราคาพืชผลเกษตร ที่ราคายังตกต่ำและไม่มีสัญญาณปรับขึ้น มาจากปัญหาโอเวอร์ซัพพลายที่สินค้าเกษตรบางตัวมีปริมาณมาก ส่งผลให้รายได้และกำลังซื้อในภาคเกษตรลดลง
  4. การใช้จ่ายภาครัฐ การจ้างงานในโครงการขนาดใหญ่ ยังไม่กระจายตัวในพื้นที่ต่างจังหวัด รวมทั้งงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างในต่างจังหวัดยังล่าช้า
  5. ความเสี่ยงใหญ่ คือปัญหาการเมือง หากมีสัญญาณการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในปีนี้ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่หากไม่เห็นภาพดังกล่าวนี้ คนจะเริ่มกังวลปัญหาการเมือง และไม่แน่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างไร และการเลือกตั้งจะมีหรือไม่ เป็นความกังวลที่ทำให้ไม่กล้าลงทุนและใช้จ่าย

 

Add Friend Follow
RATTIYA ANGKULANON