Entertainment

เดอะทอยส์ เปิดใจ วินาทีถูกล็อคคอ จนปากีตาร์ตัวโปรดทิ้ง ไม่แคร์ คนมองไม่เป็นมืออาชีพ

จากกรณีที่นักร้องหนุ่มชื่อดัง เดอะทอยส์ The Toys หรือ ธันวา บุญสูงเนิน ได้ไปขึ้นคอนเสิร์ตที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่งในประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนโดนเพื่อนเจ้าภาพ เดินขึ้นเวทีเข้าไปล็อกคอทำท่าเหมือนจะบังคับให้ดื่มเหล้า ทำให้นักร้องหนุ่มเกิดอาการตกใจปากีต้าร์ลงกับพื้น เดินลงจากเวที และได้มีการยุติการแสดง ก่อนที่จะถูกขู่ฆ่า บอกว่าสามารถยิงทิ้งได้

ล่าสุด เดอะทอยส์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนครั้งแรกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า “ผมจำไม่ได้ทั้งหมด แต่กำลังจะร้องเพลงท่อนต่อไป รู้ตัวอีกทีเขาเข้ามาประชิดตัวแล้ว และผมหายใจไม่ออก ตอนนั้นไม่ได้พูดอะไรเลย ด้วยความที่บรรยากาศในร้านมันมืดๆ อยู่แล้วเลยมองอะไรไม่ค่อยเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น”

ก่อนจะเล่าถึงสาเหตุที่ตนเองเขวี้ยงกีตาร์ลงพื้นเพราะกลัวความไม่ปลอดภัย และตกใจด้วย “ไม่ได้คิดอะไรเลย ไม่รู้ว่าจะต้องยังไงดี ถ้าสมมุติเขามีมีดหรือมีปืนจะเป็นยังไง แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ผมแต่มันเป็นกับทุกคน ไม่ต้องเป็นศิลปินก็ได้ สมมติถ้าผมเป็นเซลล์ขายรถกำลังคุยกับลูกค้าอยู่ แล้วมีคนเดินเข้ามาล็อกคอ คืออะไรตรงนี้มันเป็นวัฒนธรรมที่เราควรเรียนรู้ ซึ่งไม่ใช่ว่าเขาผิดนะ เพียงแค่ว่าเราได้รับวัฒนธรรมการชมดนตรีที่แตกต่างกันออกไป เลยเป็นอย่างที่เห็น”

ส่วนค่าตัวในวันนั้น เดอะทอยส์ รับผิดชอบโดยการคืนเงินทั้งหมด รวมถึงเรื่องค่ารถต่างๆ ตนขออนุญาตออกเอง “ผมถือว่าทางร้านค่อนข้างมีสปิริตเพราะเขารับผิดชอบเงินของลูกค้าทั้งหมด คืนทั้งหมด อันนี้คือเรื่องที่ดี จริงๆ เขาไม่ต้องทำก็ได้แต่ว่าเขาทำ “

“เรื่องการการระวังไม่ให้แฟนเพลงขึ้นไปบนเวทียังไงบ้าง จริงๆ เราควรรู้กันอยูแล้วอ่ะ คือไม่ใช่แค่ดนตรี แต่มันเป็นทุกเรื่องบนโลก เราควรรู้กันอยู่แล้วว่าไม่ควรจะไปแซกแทรงในการปฏิบัติงานของใครก็ตามแต่ อันนี้มันเป็นวัฒนธรรมของการเป็นผู้ใหญ่”

ส่วนกรณีดราม่าที่เกิดขึ้นมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ 2 มุม ทั้งเข้าข้าง และบอกว่าตนไม่เป็นมืออาชีพนักร้องหนุ่มตอบว่า “ผมไม่ค่อยเข้าไปอ่านครับ ผมไม่แคร์ ไม่ค่อยสนใจ เราอาจจะเป็นมืออาชีพสักหนึ่งหมื่นวัน และวันนั้นผมอาจจะใช้หมดพอดี ก็เลยไปกินข้าวต้มดีกว่าครับ”

ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยไม่ได้โกรธกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ไม่โกรธครับ ทุกคนต้องเรียนรู้ ผมมองว่ามันเป็นเรื่องดีนะ แต่ผมไม่รู้ว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้เหมือนกัน อย่างน้อยมันก็ทำให้เห็นว่าเป็นประสบการณ์ของทุกๆ ฝ่าย รวมถึงผมด้วย”

Add Friend Follow
Saranya Sawangjai