CSR

บ้านปูฯ นำ 3 เยาวชน ‘เพาเวอร์กรีน’ ท่องญี่ปุ่น เรียนรู้ความหลากหลายชีวภาพเพิ่มมูลค่าศก.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศต้นแบบในการคิดค้น และพัฒนาสิ่งใหม่ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรให้ดีขึ้น รวมไปถึงสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ด้วยการประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และศิลปะในการเพิ่มมูลค่าให้กับความหลากหลายทางชีวภาพ ที่มีอยู่ในท้องถิ่น โดยพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของชุมชนให้เจริญก้าวหน้าไปพร้อมกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้ คงอยู่อย่างยั่งยืน

ญี่ปุ่นจึงเป็นจุดหมายปลายทางการเรียนรู้ของเยาวชนดีเด่น 3 คน ที่ได้รับคัดเลือกจากโครงการค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม “เพาเวอร์กรีน” ปีที่ 13 ภายใต้หัวข้อ “การบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพกับการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์” ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานแบบครบวงจรแห่งเอเชีย-แปซิฟิก ที่มุ่งมั่นพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน และคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ รวมทั้งเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน โดยมุ่งหวังว่าพวกเขาจะสามารถถอดบทเรียนจากความสำเร็จเหล่านี้ และนำมาสร้างสรรค์หรือประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่และประเทศชาติ เมื่อมีโอกาส

การเดินทางในครั้งนี้ได้ผสมผสานความรู้ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ศิลปะ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวญี่ปุ่นที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ และสร้างเสริมประสบการณ์แก่เยาวชน แต่ยังคงมุ่งเน้นให้เยาวชนได้ต่อยอดการเรียนรู้การสร้างมูลค่าเพิ่มจากความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ทักษะด้านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างแนวทางการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น สามารถเกิดขึ้นได้จริงในมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น

โทคะมะจิ ยกระดับความงามทางธรรมชาติด้วยงานอาร์ต

เรามุ่งหน้าจากสนามบินนาริตะสู่ “พื้นที่ เอจิโกะ-ซึมาริ” เมืองโทคะมะจิ จังหวัดนีงาตะ แหล่งท่องเที่ยวด้านศิลปะที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น หลังจากเดินทางมาสักระยะ เรามั่นใจว่าได้มาถึงจุดหมายแล้ว เพราะเราเริ่มเห็นชิ้นงานศิลปะรูปร่างแปลกตาที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนา สวนสาธารณะ กลางหุบเขา และพื้นที่อื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งงานศิลปะเหล่านี้สามารถตีความได้ต่างๆ นานาตามแต่จินตนาการของผู้เสพงานศิลปะ

ธรรมชาติที่สวยงามถูกใช้เป็นองค์ประกอบหลักของการรังสรรค์ผลงานศิลปะของศิลปินทั่วโลก ซึ่งนับเป็นการสร้างจุดขายดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือของคนในชุมชนในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธรรมชาติของเมือง เพิ่มเงินหมุนเวียนภายในชุมชน ด้วยแนวคิดที่นำ ความหลากหลายทางชีวภาพในชุมชนมาใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ ผสมผสานระหว่างวิถีชีวิตของมนุษย์ ศิลปะ และธรรมชาติ ให้เข้ากันได้อย่างลงตัว

นางสาวพัชชธร หนูปลอด หรือ น้องแอ๊นท์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา สะท้อนมุมมองของเด็กไทยที่มีต่อ “พื้นที่ เอจิโกะ-ซึมาริ” ว่า

“ประเทศไทยก็มีทั้งธรรมชาติที่สวยงามหลากหลายและศิลปะที่มีเสน่ห์อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง หากเรานำแนวคิดนี้ไปปรับใช้กับประเทศของเรา โดยนำศิลปะของไทยที่ผสมผสานความเป็นเอกลักษณ์ ของท้องถิ่นไปจัดวางตามสถานที่สำคัญต่างๆ ดิฉันมั่นใจว่าต้องสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เช่นกัน ที่มากกว่านั้นยังเป็นการเผยแพร่ศิลปะ และวัฒนธรรมของท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จัก เกิดเป็นความสำนึกรักและสืบสานให้คงอยู่ต่อไป”

นำความร้อนใต้ดินสร้างธุรกิจ-คุณภาพชีวิตที่ดี

เช้าวันใหม่ที่เมืองโทคะมะจิ เราตื่นมาพร้อมอากาศสดใส ในอุณหภูมิเย็นสบายค่อนไปทางหนาว เมื่อทุกคนเตรียมตัวพร้อมแล้ว เราเริ่มออกเดินทางไปชมจุดต้นกำเนิด “ตาน้ำพุร้อน” ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยธรรมชาติ เกิดจากพลังงานความร้อนที่ถูกกักเก็บอยู่ภายใต้ผิวโลก ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิตและ การพัฒนาชุมชนในย่านมะสึโนะยามะ

คาสุนาริ ยานางิ ประธานสมาคมแหล่งออนเซ็นมะสึโนะยามะ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 สุดยอดแหล่งออนเซ็น ของญี่ปุ่น เล่าให้ฟังว่า “ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้มีแนวคิดร่วมกันในการนำพลังงานความร้อนใต้ดิน ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและ สร้างรายได้ให้ชุมชน”

ปัจจุบันชุมชนได้คิดค้นวิธีนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น 

  • นำน้ำแร่ธรรมชาติจากใต้ดินที่ไหลผ่านชั้นแร่ธาตุที่มีประโยชน์มาใช้ในธุรกิจออนเซ็น จนกระทั่ง ประสบความสำเร็จในการสร้างชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงด้านออนเซ็น โดยในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาใช้บริการจำนวนมาก ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจในชุมชนดีขึ้น
  • น้ำร้อนจากใต้ดินที่ถูกส่งผ่านท่อเชื่อมต่อไปยังใต้ผิวถนนมาละลายหิมะบนถนนในช่วงฤดูหนาว เพื่ออำนวยความสะดวกในการสัญจรบนท้องถนนของชาวบ้านและนักท่องเที่ยว ให้กิจกรรมในชีวิตประจำวันและธุรกิจท่องเที่ยวไม่หยุดชะงัก
  • มีแผนนำไอน้ำที่เกิดขึ้นจากพลังงานความร้อนใต้ดินมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าส่งขายเข้าระบบให้รัฐบาล เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน หรือใช้เองในชุมชน ในกรณีที่เกิดปัญหากับระบบการจ่ายไฟฟ้าของส่วนกลาง เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานของชุมชน

นายธนัช กาญจนจินดา หรือ น้องบูม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้างฉางกาญจนกุลวิทยา จังหวัดระยอง ตื่นเต้นกับการนำความร้อนใต้ดิน ในย่านมะสึโนะยามะมาใช้ประโยชน์ โดยกล่าวว่า

“ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะนำความร้อนจากใต้ดินมาใช้ประโยชน์ได้มากขนาดนี้ ซึ่งนับเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับทรัพยากรธรรมชาติที่มีอย่างหลากหลายของบ้านเรา”

การกลับมาของนกโทกิที่หายไป

พื้นที่นาข้าวที่กว้างใหญ่สุดสายตาบนเกาะซาโดะ จังหวัดนีงาตะ มีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งใหญ่ของเกาะซ่อนอยู่ แล้วเราก็โชคดีได้พบกับ “นกช้อนหอยหงอนญี่ปุ่น หรือ นกโทกิ” ที่กำลังจิกกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยอยู่บนคันนา เราได้เฝ้าสังเกตวิถีชีวิตของนกชนิดนี้สักพักก่อนที่มันจะบินหนีไปหาอาหารจากนาแปลงอื่น

นกโทกิเคยถูกประกาศว่าสูญพันธุ์ไปแล้วจากญี่ปุ่นในปี 2524 แต่ต่อมารัฐบาลญี่ปุ่นได้รับนกโทกิจำนวน 5 ตัว จากรัฐบาลจีน และประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์นกโทกิ เพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติบนเกาะ ซาโดะอีกครั้ง

หนึ่งปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จที่สำคัญ คือ ความร่วมมือร่วมใจกันของชาวบ้านบนเกาะ ที่ช่วยกันรักษาระบบนิเวศท้องนาอันเป็นที่อยู่ และแหล่งอาหารของนกชนิดนี้ให้กลับมาปลอดสารเคมีและอุดมสมบูรณ์

เมื่อชาวบ้านยอมเสียสละปรับตัวเพื่อให้สิ่งแวดล้อมคงอยู่ได้แล้ว ก็ย่อมได้รับผลตอบแทนที่ดีเช่นกัน

ผลผลิตข้าวที่มีรสชาติอร่อยจากกระบวนการผลิตที่สะอาดจนมีชื่อเสียงโด่งดัง และได้รับการยอมรับด้วยตราสัญลักษณ์นกโทกิบนบรรจุภัณฑ์ ที่บ่งบอกว่าข้าวในถุงนี้ปลูกด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และนกโทกิ สัตว์ที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญ เกิดเป็นจุดขายของผลิตภัณฑ์ในชุมชน ที่นำความหลากหลายทางชีวภาพมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งความประทับใจจาก นางสาวเจณิชตา เจริญชัยดี หรือ น้องออมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดทรงธรรม จังหวัดสมุทรปราการ

“รู้สึกประทับใจแนวทางการอนุรักษ์นกโทกิบนเกาะซาโดะมาก เพราะได้เห็นถึงความใส่ใจสิ่งแวดล้อมของคนในชุมชน และความเสียสละในการปรับตัวให้สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ นกโทกิ ยังกลายเป็นจุดเชื่อมโยงที่ทำให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมีในการทำนา เพื่อเอื้อต่อการมีชีวิตอยู่ของนกโทกิและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในธรรมชาติ อีกสิ่งหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าสำคัญต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คือ จิตสำนึกและความร่วมมือกันของทุกคนที่จะสามารถสร้างโลกของเราให้น่าอยู่ขึ้นได้ค่ะ”

นอกจากสถานที่สำคัญเหล่านี้แล้ว น้องๆ ทั้ง 3 คน ยังได้เปิดโลกทัศน์การเรียนรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพในสถานที่ที่แปลกใหม่อีกมากมาย ทั้งได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการทำเหมืองแร่ทองคำสมัยโบราณ พร้อมทดลองร่อนทองคำตามแบบฉบับคนท้องถิ่น ได้นั่งเรืออ่างไม้ “ทาไรบุเนะ” แบบใกล้ชิดธรรมชาติ ชมความมหัศจรรย์บนเกาะซาโดะที่ถูกบันทึกให้เป็นหนึ่งในพื้นที่ “อุทยานธรณี” (Geopark) ได้เรียนรู้วิธีการเลี้ยงหอยนางรม พร้อมทดสอบฝีมือการแกะหอยนางรมตามวิถีพื้นบ้าน และได้เข้าชม MORI Building DIGITAL ART MUSEUM: teamLab and Borderless แลนด์มาร์กพิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัลสุดยิ่งใหญ่ ที่เชื่อมต่อผู้คนเข้ากับธรรมชาติผ่านงานศิลปะได้อย่างไร้ขอบเขต

บ้านปูฯ ให้ความสำคัญในเรื่อง “การเรียนรู้” มาโดยตลอด การต่อยอดให้เยาวชนที่ผ่านค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม “เพาเวอร์กรีน 13” มาทัศนศึกษาในประเด็นที่เชื่อมโยงกัน ทำให้เยาวชนทั้ง 3 คน มีความเข้าใจการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพกับการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์อย่างลึกซึ้ง จากผู้มีประสบการณ์ตรงอย่างตัวแทนชุมชนจากจังหวัดนีงาตะ และประธานสมาคม แหล่งออนเซ็นมะสึโนะยามะ รวมทั้งวิทยากรจากศูนย์อนุรักษ์นกโทกิ และสำนักงานการท่องเที่ยว เกาะซาโดะ นอกจากนี้ รศ.ดร.รัตนวัฒน์ ไชยรัตน์ ประธานโครงการค่ายเพาเวอร์กรีน ปีที่ 13 ยังร่วมเดินทางไปให้ความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับสถานที่ทัศนศึกษาอีกด้วย

“เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพนี้ ค่ายเพาเวอร์กรีนของเรา ได้สื่อสาร และให้เยาวชนได้เรียนรู้มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แล้ว และปีนี้เราได้เชื่อมโยงเรื่องธุรกิจและศิลปะเข้ามาด้วย เพราะชีวิตจริงการรวบรวมความคิดจากหลากหลายส่วนทำให้เกิดประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนกว่า จุดหมายปลายทางการเรียนรู้ที่หลากหลายจากประเทศต้นแบบนี้เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้น้องๆ ทั้ง 3 คน ได้นำความรู้จากการทัศนศึกษาในหลากหลายมิติมาเชื่อมโยงกัน เพื่อต่อยอดการพัฒนาและสร้างสรรค์แนวคิดในการอนุรักษ์และนำความหลากหลายทางชีวภาพมาใช้ประโยชน์ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและพัฒนา ด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงบวกต่อชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่และประเทศชาติในอนาคต” อุดมลักษณ์ โอฬาร ผู้อำนวยการสายอาวุโส-องค์กรสัมพันธ์ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวสรุป

สำหรับน้องๆ ที่กำลังศึกษาสายวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-5 ที่มีใจรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อมและอยากมีโอกาสไปทัศนศึกษา ณ ต่างประเทศแบบน้องๆ ทั้ง 3 คน สามารถสมัครเข้าร่วมค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม “เพาเวอร์กรีน 14” ที่กำลังจะเปิดรับสมัครในเดือนกรกฎาคมนี้ และจัดกิจกรรมในช่วงปิดภาคเรียนในเดือนตุลาคม ณ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา

ติดตามข่าวสารการเปิดรับสมัครและข้อมูลต่างๆ ได้ที่  เว็บไซต์ www.powergreencamp.com  เฟซบุ๊ก www.facebook.com/powergreencamp โทร. 0 2441 5000 ต่อ 2110 หรือ 2112

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team