Sport

เปิดเกร็ด-สถิติน่ารู้ก่อนเกมลิเวอร์พูลบู๊เรอัลมาดริด

เปิดเกร็ด-สถิติน่ารู้ก่อนเกมลิเวอร์พูลบู๊เรอัลมาดริด
ภาพจาก : www.uefa.com

ก่อนเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ เรอัล มาดริด ที่สนามโอลิมปิก สเตเดี้ยม ในกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน ประจำค่ำคืนนี้ เวลา 01.45 น. นี่คือเกร็ดข้อมูลที่น่าสนใจก่อนเกมจะเริ่มขึ้น

1. สองสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคู่หนึ่งมาเจอกัน โดยราชันลุ้นชูถ้วยหนที่ 13 และถ้าทำได้จะเป็นแชมป์ 3 สมัยติด ส่วนลิเวอร์พูล นี่คือการเข้าชิงครั้งแรกรอบ 11 ปี และถ้าเป็นแชมป์จะได้สมัยที่ 6

2.ชัยชนะที่เคียฟ จะทำให้ เรอัล มาดริด เป็นทีมที่ 4 ที่ได้แชมป์รายการนี้สามสมัยติดต่อกัน และเป็นครั้งแรกที่ทำได้สองหนด้วย ครั้งแรก คือช่วงปี 1956-60 และก็มี อาแจ็กซ์ (1971-73), บาเยิร์น มิวนิค (1974-76)

3. ซีเนดีน ซีดาน มีสิทธิ์จะกลายเป็นโค้ชคนแรกที่ชนะถ้วยยูโรเปี้ยน คัพ สามปีติด

4. ถ้าได้แชมป์ที่เคียฟ จะถือเป็นแชมป์สมัยที่ 5 ของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (แมนฯยูไนเต็ด 2007-08, เรอัล มาดริด 2013-14, 2015-16, 2016-17) และเขาเป็นนักเตะคนที่ 5 ที่ได้เล่นนัดชิง โดย 4 นักเตะที่เหลือมี 3 คน อดีตเล่นให้กับ เรอัล มาดริด คือ ปาโก้ เกนโต้ (นักเตะคนเดียวที่เล่นนัดชิง 6 หน), อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ และ โฆเซ่ มาเรีย ซาร์ราก้า บวกกับอีกคนคือ เปาโล มันดินี่ กับ เอซี มิลาน

เปิดเกร็ด-สถิติน่ารู้ก่อนเกมลิเวอร์พูลบู๊เรอัลมาดริด
ภาพจาก : www.uefa.com

5.คู่นี้เคยเจอกันมาแล้วในนัดชิงปี 1981 ที่ปารีส ลิเวอร์พูลของ บ็อบ เพสลี่ย์ ชนะ เรอัล มาดริด ของ วูยาดิน บอสคอฟ 1-0 และทำให้พวกเขาได้แชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ สมัยที่ 3 ในรอบ 5 ปี ซึ่งชัยชนะครั้งนั้นถือเป็นครั้งเดียวที่สโมสรจาก
อังกฤษชนะทีมจากสเปนในรอบชิงฯ รายการนี้ โดยที่เหลือทีมจาก ลา ลีกา ชนะ 3 ไล่ตั้งแต่ บาร์ซ่า ชนะ อาร์เซน่อล 2-1 ปี 2006 รวมถึง 2 หนที่คว่ำ ปีศาจแดง ปี 2009 (2-0) และ 2011 (3-1)

6.นี่เป็นครั้งที่ 9 ที่อดีตคู่ชิงกลับมาเจอกันอีกหน และเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันด้วย อย่างปีก่อน คู่ชิงระหว่าง มาดริด กับ ยูเว่ ก็เคยเจอกันมาแล้วตอนปี 1998 และนี่คือการรีแมตช์หนที่สี่ของมาดริด ในรอบชิงฯ ซึ่งสามหนก่อนหน้านั้นชนะรวด
โดยคว่ำ สต๊าด เดอ แร็งส์ ปี 1956 และ 1959

7.ถ้านับการเจอกันในถ้วยรายการนี้ ทั้งตอนเป็น ยูโรเปี้ยน คัพ และ แชมเปี้ยนส์ ลีก เจอกันทั้งสิ้น 5 เกม คือ ปี 1981 นัดชิงที่หงส์แดงชนะ 1-0 จากนั้นมาเจอกันในแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีม ปี 2009 นัดแรก หงส์บุกชนะ 1-0 (ยอสซี่ เบนา
ยูน น.82) และนัดสอง กลับมาชนะที่แอนฟิลด์ อีก 4-0 รวมสองนัดถล่ม 5-0 โดยได้ประตูจาก เฟร์นานโด ตอร์เรส น.16, สตีเว่น เจอร์ราร์ด (จุดโทษ น.28) และอีกลูก น.47 ส่วนคนปิดท้ายเป็น ดอสเซน่า น.88 ก่อนที่ครั้งล่าสุดที่เจอกัน คือปี 2014 ยุค เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ลิเวอร์พูลพ่ายทั้งสองเกม นัดแรก คารัง 0-3 (คริสเตียโน่ โรนัลโด้ น.23, คาริม เบนเซม่า น.30 และ 41) ส่วนกลับไปที่เบร์นาเบว หงส์ก็แพ้อีก 0-1 โดนเบนเซม่ายิงประตูโทน น.2 ในรอบแบ่งกลุ่ม ฉะนั้น ถ้านับ เป็นเกม หงส์แดงชนะ 3 และแพ้ 2 โดยยิงได้ 6 และเสีย 4 ประตู

8.โรนัลโด้ที่ยิงยูเว่ในนัดชิงปีก่อนได้ ทำให้เขากลายเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงในนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก 3 ครั้ง ไล่ตั้งแต่ปี 2008 ที่เล่นให้ผีแดง และปี 2014

ภาพจาก : www.uefa.com

9. มาดริดถือเป็นทีมแรกที่ ได้เล่นนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก 3 ปีติด นับแต่ยูเว่ทำได้ในปี 1996-1998 แต่เบียงโคเนรี่ ได้แชมป์หนเดียวจากตอนนั้น

10. ลิเวอร์พูล ชนะ 5 จาก 7 ครั้งที่ตัวเองชิงในยูโรเปี้ยน คัพ โดยปี 1977 คว่ำ กลัดบัค 3-1 ที่โรม, ปี 1978 ชนะ คลับ บรูซ 1-0 ที่ลอนดอน, ปี 1981 ชนะ เรอัล มาดริด 1-0 ที่ปารีส, ปี 1984 ชนะ โรม่า ในการดวลจุดโทษ 4-2 หลัง 120
นาทีเสมอ 1-1 ที่โรม และ 2005 ที่อิสตันบูล เสมอ 120 นาที 3-3 และชนะจุดโทษ 3-2 เหนือมิลาน โดยสองหนที่ชวดแชมป์ คือปี 1985 แพ้ยูเว่ 0-1 และ ปี 2007 แพ้ เอซี มิลาน 1-2

11. นี่ถือเป็นการชิงถ้วยของยูฟ่าทุกรายการเป็นหนที่ 20 ของลิเวอร์พูล ขณะที่ มาดริดเป็นครั้งที่ 31 ในทุกรายการ

12. ครั้งสุดท้ายที่เล่นนัดชิงแล้วลิเวอร์พูลแพ้ต่อทีมจากสเปน คือ 1-3 ต่อ เซบีย่า ที่บาเซิ่ล ในยูโรปา ลีก ปี 2016 โดยสถิติรอบชิงฯ เจอกับทีมจากสเปน คือ ชนะ 2, แพ้ 1

13. เรอัล มาดริด ผลงานในเคียฟ คือ แข่ง 4, ชนะ 1, เสมอ 2, แพ้ 1, ยิงได้ 6, เสีย 7 โดยทั้ง 4 เกมเตะในแชมเปี้ยนส์ ลีก เจอกับ ดินาโม เคียฟ ทั้งหมด

14. การพ่ายแพ้ต่อสเปอร์ส ของมาดริด ในรอบแบ่งกลุ่ม ที่เวมบลีย์ 1-3 เมื่อ 1 พฤศจิกายน เกมนั้นทำให้มาดริดหยุดสถิติไม่แพ้ทีมจากอังกฤษไว้ที่ 12 นัด (ชนะ 8, เสมอ 4)

15. ทีมของ ซีเนดีน ซีดาน ยิง 29 เกมหลังสุดในศึกยุโรป โดยทีมอังกฤษที่ไม่เสียประตูให้กับพวกเขาทีมสุดท้ายคือแมนฯ ซิตี้ ในปี 2016 รอบรองชนะเลิศ นัดแรก เสมอ 0-0

16. สถิติของมาดริดเจอกับทีมจากอังกฤษ คือ ชนะ 15, เสมอ 11 และ แพ้ 11, ยิง 52, เสีย 43 ส่วนสถิติของมาดริดในซีซั่นนี้ คือ ชนะ 2, เสมอ 2, แพ้ 2 ยิงได้ 30, เสีย 15 พวกเขาไม่เสียประตูแค่ 3 เกมใน 12 นัด แต่ก็ยิงประตูได้ตลอดใน
27 เกมหลังสุดแชมเปี้ยนส์ ลีก

เปิดเกร็ด-สถิติน่ารู้ก่อนเกมลิเวอร์พูลบู๊เรอัลมาดริด
ภาพจาก : www.uefa.com

17.โรนัลโด้ ตอนนี้ยิงไปทั้งสิ้น 15 ประตู ในแชมเปี้ยนส์ ลีก ปีนี้ และเป็นท็อปสกอร์อยู่ แต่เขาเคยทำได้ 16 กับ 17 เม็ด ในปี 2016 กับ 2014

18.สถิติการยิงจุดโทษของมาดริด ถ้วยยุโรป คือ ชนะ 2, แพ้ 2 โดยปี 1975 แพ้ เร้ด สตาร์ เบลเกรด 5-6 คัพ วินเนอร์ส คัพ รอบก่อนรองฯ, ปี 1987 ชนะ ยูเว่ 3-1 รอบสอง ยูโรเปี้ยน คัพ, ปี 2012 แพ้ เสือใต้ 1-3 ในรอบรองฯ แช
มเปี้ยนส์ ลีก, ปี 2016 ชนะ ตราหมี 5-3 รอบชิงฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก

19.ภาพรวมของหงส์แดงเจอกับทีมจากสเปน คือ ชนะ 14, เสมอ 12, แพ้ 11, ยิง 46, เสีย 38 แต่พวกเขาชนะแค่เกมเดียวจาก 7 ครั้งหลังนอกเกาะอังกฤษ คือวันชนะที่ เรอัล มาดริด ปี 2009 นั่นเอง

20.สถิติลิเวอร์พูลไม่แพ้ในแชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นนี้ ยุติลงวันที่บุกแพ้โรม่า รอบรองฯ นัดสอง ที่โรม 2-4 แต่เข้ารอบรวม 7-6 สถิติอยู่ที่ ชนะ 7, เสมอ 4, แพ้ 1 ยิง 40, เสีย 13 โดย สามกองหน้าหงส์แดงยิงรวมกัน 31 ลูก เป็น ซาลาห์ กับ ฟีร์มี
โน่ คนละ 11 และ มาเน่ 9 ลูก

21.ถ้ารวมรอบคัดเลือก ลิเวอร์พูลยิง 46 ลูก จาก 14 เกม ปีนี้ และเฉลี่ย 3.29 ประตูต่อเกม ดีกว่าบาร์เซโลน่า ที่ทำไว้ 45 เม็ด ในปี 2000 ด้วย

22.ส่วนสถิติการยิงจุดโทษของหงส์แดงในถ้วยยุโรป คือ ชนะ 3, แพ้ 1 โดยปี 1984 ในนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ ชนะ โรม่า 4-2, ปี 2005 นัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก ชนะ เอซี มิลาน 3-2, ปี 2007 รอบรองฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก ชนะ เชลซี 4-1 และ ยูโรปา ลีก รอบ 32 ทีม แพ้ เบซิคตัส 4-5 ปี 2015

เปิดเกร็ด-สถิติน่ารู้ก่อนเกมลิเวอร์พูลบู๊เรอัลมาดริด
ภาพจาก : www.uefa.com

23. เจอร์เก้น คล็อปป์ สถิติการชิงถ้วยตั้งแต่ตอนทำดอร์ทมุนด์ รวมกับ หงส์แดง 6 ครั้ง ชนะครั้งเดียว และแพ้ไป 5 และนี่เป็นนัดชิงครั้งที่สองของเจอร์เกน คล็อปป์ ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก หลังจากที่คุมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แพ้บาเยิร์น มิวนิค เมื่อปี 2013 มีผู้จัดการทีม 3 คนที่แพ้ในรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก 2 ครั้งแรกของพวกเขาคือ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี (2015 และ 2017), ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ (2014 และ 2016) และเฮคเตอร์ คูเปร์ (2000 และ 2001)

24.ผู้ตัดสินวันนี้คือ มิโลราด มาซิช ชาวเซอร์เบีย ตัดสินแชมเปี้ยนส์ ลีก มา 34 เกม และถ้วยยูฟ่ารวมคือ 90 นัด โดยตัดสินตั้งแต่ปี 1996 แต่ติดผู้ตัดสินฟีฟ่า ปี 2009 เคยผ่านทัวร์นาเมนต์ตั้งแต่ ยู-17 ยุโรป ปี 2009, ยู-21 ยุโรป ปี 2011,
ยู-20 ชิงแชมป์โลก ปี 2013, ฟุตบอลโลก ปี 2014 และ ยูโร 2016 แถมเคยตัดสินนัดชิง ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ปี 2016 ด้วย

25. เจมส์ มิลเนอร์ แอสซิสต์ได้ถึง 8 ครั้งในแชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลนี้ เป็นสถิติของการแข่งขัน ขณะที่โรแบร์โต ฟิร์มิโน ตามมาติดๆ ที่ 7 ครั้ง และไม่เคยมีนักเตะคนใดที่แอสซิสต์ได้ 9 ครั้งในฤดูกาลเดียวมาก่อน นับตั้งแต่ OPTA เก็บสถิติมา (2003-04)

Add Friend Follow
Surachet Srisomwongse