Politics

แฉเอง! ‘ธนาธร’ เผยว่าที่ ส.ส.หลายพรรคส่อถือหุ้นสื่อเพียบ ลั่นเอาคืนแน่

แฉเอง! “ธนาธร” เผยว่าที่ ส.ส.หลายพรรคส่อถือหุ้นสื่อเพียบ พร้อมเปิดตัวอย่าง 3 ชื่อจาก 3 พรรคใหญ่ ลั่นเตรียมเอาคืนแน่หากถูกเลือกปฏิบัติ

เพจเฟซบุ๊ก “Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความว่า ไม่ควรมีนักการเมืองคนใดถูกตัดสิทธิ์เพราะถือหุ้นในบริษัทที่ไม่ได้ผลิตสื่อจริงๆ

มีว่าที่ ส.ส. จากพรรคพลังประชารัฐ, ประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย สามคนเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ผลิตสื่อ ซึ่งอาจทำให้ทั้งสามท่านขาดคุณสมบัติการเป็นผู้สมัคร ส.ส.

ก่อนการเลือกตั้ง นายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัคร ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ จังหวัดสกลนคร เขต 2 ถูกตัดสิทธิ์เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนว่านายภูเบศวร์ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ หจก. มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส และหนึ่งในวัตถุประสงค์ของบริษัทนี้คือการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ทั้งๆที่ตัวบริษัทจริงทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างทั่วไป

ในเขตเลือกตั้งสกลนครเขต 2 มีบัตรเสียสูงถึง 10,200 ใบ ซึ่งอนุมานได้ว่าส่วนที่เกินจากค่าเฉลี่ยบัตรเสียในเขตอื่นทั่วประเทศ คือคะแนนที่ผู้ที่ไม่ทราบว่านายภูเบศวร์ถูกตัดสิทธิ์มอบให้พรรคอนาคตใหม่ ทำให้บัตรที่กาพรรคอนาคตใหม่ถือเป็นบัตรเสีย

พรรคอนาคตใหม่ได้รวบรวมข้อมูลว่าที่ ส.ส. และผู้สมัคร ส.ส. จากหลายพรรคการเมืองที่ถือหุ้นในบริษัทที่ระบุถึงการผลิตสื่อไว้ในวัตถุประสงค์ ถึงแม้ว่าตัวบริษัทจะทำธุรกิจประเภทอื่นและไม่ได้ผลิตสื่อจริงๆ ได้มากกว่าสามสิบคนและกำลังสืบค้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรานำสามท่านจากสามพรรคการเมืองมาเป็นตัวอย่างในที่นี้ ดังนี้

1. กรณีนายณัฐพล ทีปสุวรรณ จากพรรคพลังประชารัฐ

2. กรณีนายสาธิต ปิตุเตชะ จากพรรคประชาธิปัตย์

3. กรณีนายพิบูลย์ รัชกิจประการ จากพรรคภูมิใจไทย

เราไม่สามารถรู้ได้ว่าจนถึงวันสมัคร ส.ส. ทั้งสามท่านขายหุ้นหรือบริษัทยกเลิกกิจการไปแล้วหรือยัง หากยัง ทั้งสามท่านจะเข้าข่ายกรณีเดียวกันกับนายภูเบศวร์ ที่ถูกศาลฎีกาตัดสิทธิ์ และถ้าเป็น ส.ส. เขต คะแนนจะถูกนับเป็นบัตรเสียด้วย หรือหากจัดการแล้วทั้งสามท่านอาจต้องชี้แจงอย่างที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถูกตรวจสอบ ว่าขายหุ้นจริงหรือไม่, โอนเงินหรือยัง, นำแสดงหลักฐานที่อยู่ได้หรือไม่, เปิดเผยหลักฐานการจ่ายเงินได้หรือไม่ เป็นต้น

เจตนาของการห้ามผู้สมัคร ส.ส. ถือหุ้นในกิจการสื่อคือความกังวลว่า หากมีผู้สมัครที่สามารถควบคุมสื่อได้ จะได้เปรียบในการรณรงค์หาเสียงต่อผู้แข่งขันรายอื่น อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการทั่วไปเมื่อจดทะเบียนธุรกิจใหม่ มักใช้แบบฟอร์มแจ้งวัตถุประสงค์บริษัทแบบมาตรฐานทั่วไป ซึ่งมักจะระบุวัตถุประสงค์กว้างๆ ไว้ รวมถึงธุรกิจสื่อลงไปด้วยเสมอ เพื่อว่าหากวันหน้าธุรกิจจะขยายหรือเปลี่ยนแปลงจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาแก้วัตถุประสงค์กับหน่วยงานราชการ

ผมเห็นว่า การตัดคุณสมบัติว่าที่ ส.ส. และผู้สมัคร ส.ส. ที่ถือหุ้นในบริษัทที่ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อ แต่การผลิตสื่อถูกระบุไว้ในวัตถุประสงค์ของบริษัทด้วย หรือที่ทำธุรกิจสื่อแต่เลิกไปแล้ว เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เพราะไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฏหมาย การตัดสินเช่นนี้อาจทำให้ว่าที่ ส.ส. และผู้สมัคร ส.ส. ถูกตัดสิทธิ์จำนวนมาก คะแนนเสียงของประชาชนกลายเป็นบัตรเสีย และนำมาซึ่งผลการเลือกตั้งที่ไม่สะท้อนความต้องการของประชาชน

ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้สมัครส.ส. แบบแบ่งเขตทั้งสิ้น 11,128 คน หากมีผู้สมัครร้อยละ 10 ที่ถือหุ้นสื่อ คะแนนของผู้สมัคร 1,100 คนจะถูกทิ้งลงน้ำ เสียงของประชาชนจำนวนมากจะไม่ได้รับการพิจารณาทันที

เราไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อทั้งสามท่าน เราเพียงต้องการแสดงให้สังคมเห็นถึงปัญหาเชิงระบบที่กฏหมายและการตีความทางกฏหมายไม่สอดคล้องกับความจริงในสังคม เราไม่มีเจตนาจะฟ้องร้องท่านหนึ่งท่านใด และเราไม่เห็นด้วยที่จะใช้ข้อกล่าวหานี้กับพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม เพราะเราเห็นว่าการฟ้องร้องแบบนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อใคร แต่เป็นเพียงการทำลายล้างกันทางการเมือง และสร้างภาระในการพิสูจน์ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาและผู้กล่าวหามากมาย

อนึ่ง เราขอสงวนสิทธิ์ที่จะนำรายชื่อที่รวบรวมไว้ ฟ้องต่อองค์กรที่เกี่ยวข้อง หากพรรคอนาคตใหม่ถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

หมายเหตุ: ประโยคนำของโพสต์นี้ ผมหยิบยืมมาจากโพสต์เฟซบุ๊กของคุณสฤณี อาชวานันทกุล ขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team