Politics

เจาะเบื้องหลัง!! 3-4 กระทงเด้งฟ้าผ่า ‘บิ๊กโจ๊ก’ เหลือแค่ข้าราชการพลเรือน

กลายเป็น Talk of the Town ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา กับคำสั่งของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กับการลงนามในคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 232/2562 เรื่องข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ

“เพื่อให้การปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11  แห่งพระราชบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และข้อ 8 (1) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติหน้าที่ราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติพ.ศ. 2552 จึงให้ พล.ต.ท. สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาคารที่ 1 ชั้น 20 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ ตามที่ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบหมาย เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2562

ล่าสุดวันที่ 9 เมษายน 2562 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติโอน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ปฏิบัติราชการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) เป็นข้าราชการพลเรือน สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

วันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 2/2562 เรื่อง ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเพิ่มเติม และแต่งตั้งให้ดำรงตําแหน่ง ตามที่ได้มีคําสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 16/2558 เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบและกำหนดกรอบอัตรากำลังชั่วคราว ลงวันที่ 15 พ.ค.2558 นั้น เห็นสมควรประกาศรายชื่อบุคคลเพิ่มเติมจากรายชื่อตามบัญชีแนบท้ายคำสั่งหัวหน้าคสช.ดังกล่าว สั่งและแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งตามกรอบอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ ในสํานักนายกรัฐมนตรี จึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ อยู่ในบัญชีรายชื่อเพิ่มเติมตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 16/2558 และให้ข้าราชการตํารวจตามข้อ 1 ขาดจากตําแหน่งหน้าที่และอัตราเงินเดือนเดิม ในสํานักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อโอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง และแต่งตั้ง ให้ดํารงตําแหน่ง ที่ปรึกษาพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง)

การจัดการกับการเปลี่ยนตำแหน่งของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล เกิดขึ้นต่อเนื่องในวันทำการ เป็นการปฎิบัติการที่ทำให้ทุกอย่างเสร็จสิ้นโดยเร็ว ไม่ต้องการให้เกิดความล่าช้ากับการโยกย้ายครั้งนี้

คำสั่งของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เป็นคำสั่งด่วน กลายเป็นประเด็นที่มีการคาดการณ์กันต่างๆนานา ถึงการโยกย้ายครั้งนี้ บ้างก็เชื่อว่าเป็นเรื่องของการโยกย้ายตำรวจที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ขณะที่โลกออนไลน์ มีการกล่าวอ้างทำนอง อาจเกี่ยวโยงกับที่เพิ่งจัดโต๊ะแถลงข่าวเรื่องคดีศัลยกรรมของ ดร. เซปิง ไชยศาสน์ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2562

ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2562  ดร. เซปิง ไชยศาส์น ได้ออกมายืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เนื่องจากตนเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ และทำอาชีพสุจริต วอนสังคมเข้าใจและเห็นใจ เนื่องจากช่วงนี้ข่าวที่โดนกล่าวหานั้น  สร้างความโหดร้ายให้กับตนมากพอแล้ว จึงไม่ขอตอบอะไรมากกว่านี้  เรื่องนี้ก็มีคนสอบถามมาหลายคน นี่คือคำยืนยันของ ดร. เซปิง กับข้อสงสัย

อีกมุมหนึ่งที่อาจจะไม่ค่อยมีใครพูดถึงมากนัก  แต่ในความจริงแล้ว “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เท่านั้นที่ย่อมรู้ดีว่าเหตุอันใดที่ต้องออกคำสั่งย้าย พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล แบบฟ้าผ่า ไม่ทราบว่าถึงคราวเคราะห์หรืออย่างไร ก็ดันสร้างปัญหาขึ้น ระหว่างทาง

นั่นคือการทำงานที่ไม่เรียบร้อย ซึ่งเกิดจากนายตำรวจระดับผู้กำกับรายหนึ่ง ในพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่สำคัญนายตำรวจคนนี้เพิ่งจะได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายขึ้นมาหมาดๆ ทำงานผิดพลาดอย่างไม่น่าเชื่อ  ส่วนนายตำรวจคนนี้ จะเกี่ยวโยงกับใครอย่างไรไม่ทราบ แต่เหตุเกิดขึ้นเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมานั่นเอง ทั้งหมดทั้งมวล“บิ๊กแป๊ะ”กับ“บิ๊กโจ๊ก” ทราบดี

มรสุมที่พัดเข้าใส่ “บิ๊กโจ๊ก” ชายวัย 40 กว่าปี แบบที่เจ้าตัวไม่ระมัดระวัง มีการพูดกันมากมายในหมู่นักวิพากวิจารณ์ว่ามีอย่างน้อย 3-4 ประเด็นใหญ่ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องที่พัวพันกับตำรวจเสียมากกว่า แต่ประเด็นที่น่าสนใจ เรื่องราวของ “บิ๊กโจ๊ก” จะจบแค่นี้หรือไม่ หรือจะมีส่วนเกี่ยวพันกับใครหรือไม่อย่างไร จึงเป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ”บิ๊กโจ๊ก” จนทำให้ผู้คนในวงการสีกากี ออกมารุมกินโต๊ะ อาจเป็นเพราะมีโจทย์อยู่เยอะพอสมควร  ด้วยวิธีการทำงานในช่วงที่ผ่านมา อาจจะเป็นเพราะก้าวข้ามใครต่อใครขึ้นมาแบบโดดเด่นเสียเหลือเกิน จนได้ฉายา“นายพลหนุ่ม”มาแล้ว

ขอบคุณภาพ: มติชนออนไลน์

จากข้อมูลของ มติชน ออนไลน์ วันที่ 7 กันยายน 2560 เขียนเรื่องราวของ”บิ๊กโจ๊ก”ไว้อย่างน่าสนใจในหัวข้อ”เจาะลึกเส้นทางดาวฤกษ์พุ่งเร็ว! อีก 14 ปี ของ”สุรเชษฐ์ หักพาล” นายพลหนุ่ม สู่เก้าอี้ผบช. ถึง เบอร์ 1 สีกากี”

มติชน ออนไลน์ บอกด้วยว่า พล.ต.ต.สุรเชษฐ์  ได้เปิดเผยผ่านสื่อหลายสำนัก ว่ามีพื้นเพเป็นคนสงขลา แดนใต้ เกิดในครอบครัวตำรวจ บิดาเป็นนายตำรวจชั้นประทวน ยอมรับว่าบิดาที่เคยทำงานใกล้ชิด พล.ต.ท.เสมอ ดามาพงศ์ อดีตผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ บิดาพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)และ “คุณหญิงอ้อ” คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยานายทักษิณ ชินวัตร แต่ “บิ๊กโจ๊ก” ปฏิเสธ ตนเองไม่ใช่เด็กในบ้านดามาพงศ์ อย่างที่ใครกล่าวหาร่ำลือ เรียนมัธยมที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา ทุกวันนี้หน้าโรงเรียนยังขึ้นป้ายยกย่องศิษย์เก่าดีเด่น สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ รุ่นที่ 31 เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 47 ในรุ่น พราน 47 เดอะโจ๊กคือผู้นำ

ด้วยบุคลิกและปฏิสัมพันธ์ กับผู้คนรอบกาย กลายเป็นที่มาของฉายา”หวานเจี๊ยบ” พร้อมคำอธิบายเชิงล้อเลียน “ครับพี่ครับ ครับ คับ ครับพี่ ครับ ครับพี่” เป็นคำพูดติดปากของนายตำรวจหนุ่ม ในแวดวงจึงรู้จักในนาม “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ”ซึ่งไม่ทราบว่าเจ้าตัวนั้น ชอบใจฉายานี้หรือไม่?!

สำหรับ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เกิดเมื่อ 29 ตุลาคม 2513 ที่จังหวัดสงขลา เป็นนักเรียนเตรียมทหาร (นตท.) รุ่นที่ 31 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่นที่ 47 เป็นประธานรุ่นนรต.47

ประวัติรับราชการ เป็นผกก.สภ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อปี 2551 ก่อนขยับมาเป็น รองผบก.สงขลา เมื่อ 6 ธันวาคม 2555 จากนั้นติดยศ พล.ต.ต. เป็นผบก.ประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่ประสานนายกรัฐมนตรี สมัยพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นผบ.ตร.

จากนั้น เป็นผบก.ท่องเที่ยว ปี 2558 เป็น ผบก.สปพ. ปี 2560 ขึ้น รองผบช.น. และโยกมาเป็นรองผบช.ท่องเที่ยว ก่อนที่จะเป็นผบช.สตม. ถือเป็นผบช.อายุน้อยที่สุด

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team
ทีมบรรณาธิการข่าว The Bangkok Insight