Business

ทึ่ง!! หุ้นตระกูลดังแชมป์ราคาพุ่งแรง

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 1/2562 ดัชนีหุ้นไทย ปิดที่ระดับ 1,638.65 จุด เพิ่มขึ้น 4.78%  หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวขึ้นเกินกว่าภาพรวมเท่าตัว ได้แก่หุ้นอาหาร เพิ่มขึ้น 9.48% หุ้นวัสดุก่อสร้าง 8.24% หุ้นรับเหมาก่อสร้าง เพิ่มขึ้น 6.70% หุ้นพลังงานเพิ่มขึ้น 7.07% หุ้นมีเดีย เพิ่มขึ้น 15.03% หุ้นท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น10.53% กลุ่มขนส่ง เพิ่มขึ้น 6.15% และหุ้นไอซีทีเพิ่มขึ้น 8.28% ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเอ็มเอไอ ปิดตลาดที่ 364.12 จุดเพิ่มขึ้น 2.15 %

สำหรับหุ้น 5 อันดับแรกที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด ประกอบด้วย หุ้น TCMC ปิดที่ราคา 3.18 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจากต้นปี 91.57% รองลงมา หุ้น CPT ปิดที่ราคา 1.17 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 80% ถัดมาเป็น หุ้น CBG ปิดที่ราคา 54.25 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 76.42% หุ้น JMART ปิดที่ราคา 8.05 บาท เพิ่มขึ้น 69.83% และหุ้น DDD ปิดที่ราคา 31 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 64.89%

จากข้อมูลดังกล่าว จะพบว่าหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงในไตรมาสแรกของปีนี้จะเห็นว่าส่วนใหญ่จะมีกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นตระกูลดังซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ประกอบด้วย  บริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  หรือ TCMC เป็นของ กลุ่มตระกูลศรีวิกรม์ ซึ่งเป็นที่รู้จักทั้งในแวดวงการเมือง กีฬา และนักธุรกิจ โดยตระกูลดังกล่าวมีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ประกอบด้วย  พิมล ศรีวิกรม์ ถือหุ้น จำนวน 88.75 ล้านหุ้น คิดเป็น 11.63% วิกร ศรีวิกรม์ 53.50 ล้านหุ้น คิดเป็น 7.01% ทยา ทีปสุวรรณ 50.24ล้านหุ้น คิดเป็น 6.58% ชัยยุทธ ศรีวิกรม์ 50 ล้านหุ้น คิดเป็น6.55% บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 32.08 ล้านหุ้น คิดเป็น4.20% และคุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ 31.18 ล้านหุ้น คิดเป็น 4.09%

TCMC ดำเนินธุรกิจ 3 กลุ่ม ได้แก่  1.TCM Floorings: เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายพรมและวัสดุปูพื้น โดยเฉพาะพรมทอด้วยเครื่องจักรและทอด้วยมือ เพื่อใช้ประดับตกแต่ง โรงแรม โรงภาพยนต์ สนามบิน พระราชวังและบ้าน เป็นต้น โดยใช้เครื่องหมายการค้า Royal Thai และ Carpets Inter จำหน่ายทั้งในไทยและส่งออกต่างประเทศ

2.TCM Livings: ลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ในประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะโซฟาและโซฟาปรับนอนได้ ทั้งชนิดหุ้มผ้าและหุ้มหนัง โดยใช้เครื่องหมายการค้า Alstons, Ashley Manor, AMX Design, และ Alexander & James

3.TCM Automotives: ลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสิ่งทอ พรม และวัสดุหุ้มบุในรถโดยสาร ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่

สำหรับผลการดำเนินงานในงวดปี2561ของ TCMC มีรายได้รวมอยู่ที่ 9,596.12  ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 270.96 ล้านบาท ซึ่งมีระดับกำไรและรายได้การเติบโตสูงสุดในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา

หุ้นบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG มีกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นกลุ่มตระกูลเศรษฐสิทธิ์ และโอภากุล ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในวงการเครื่องดื่ม และบันเทิงของไทย โดยการถือหุ้น ประกอบด้วย บริษัท เสถียรธรรมโฮลดิ้ง จำกัด  ถือหุ้น 250.06 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.01% ณัฐชไม ถนอมบูรณ์เจริญ 210 ล้านหุ้น คิดเป็น 21% ยืนยง โอภากุล 70.48 ล้านหุ้น คิดเป็น 7.05% เสถียร เศรษฐสิทธิ์ 48.47 ล้านหุ้น คิดเป็น 4.85% ประชา ดำรงค์สุทธิพงศ์  41.10 ล้านหุ้น คิดเป็น 4.11% ลินจง โอภากุล 26.14 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.61%

CBG ดำเนินธุรกิจ การถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ซึ่งมีการลงทุนหลักในบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจ ผลิต ทำการตลาด จำหน่าย และบริหารจัดการการจัดจำหน่ายเครื่องดื่มบำรุงกำลังและเครื่องดื่มอื่น ๆ อย่างครบวงจร

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2561 มีรายได้รวมอยู่ที่ 14,597.43 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 1,158.57 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตกำไรและรายได้สูงสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART มีกลุ่มผู้ถือหุ้นเป็นของตระกูล สุขุมวิทยา ซึ่งเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในวงการสินค้าไอที ซึ่งตระกูลดังกล่าวมีสัดส่วนการถือครองหุ้น นำโดย อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ถือหุ้น 118.27 ล้านหุ้น คิดเป็น 16.11% ยุวดี พงษ์อัชฌา 85.87 ล้านหุ้น คิดเป็น 11.70% เอกชัย สุขุมวิทยา 69.23 ล้านหุ้น คิดเป็น 9.43% จุฑามาศ สุขุมวิทยา 58.26 ล้านหุ้น คิดเป็น 7.94% อรรถวัติ ศิริสิทธิธงไชย 27.15 ล้านหุ้น คิดเป็น 3.70% บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) 23.41 ล้านหุ้น คิดเป็น 3.19%

ปัจจุบัน JMART มีสถานะเป็นโฮลดิ้ง คอมพานี หรือประกอบธุรกิจลงทุนในธุรกิจอื่น โดยมีธุรกิจหลักของบริษัท คือ จำหน่ายทั้งค้าปลีกและค้าส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่หลักทุกรายและผู้ให้บริการทุกเครือข่ายรวมถึงการขยายธุรกิจเข้าไปในตลาดจัดจำหน่ายกล้องดิจิตอล และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2561 ของ JMART มีรายได้รวมอยู่ที่ 12,895.37 ล้านบาท มีผลขาดทุนสุทธิ 277.06 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีที่ผ่านมา

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่า หุ้นของตระกูลดังที่ปรับตัวขึ้นในครั้งนี้ ส่วนใหญ่จะมีปัจจัยพื้นฐานรองรับจากผลการดำเนินงานที่ปรับตัวทำสถิติสูงสุด ขณะเดียวกันหุ้นหลายๆตัวราคาปรับตัวลดลงไปแรงก่อนหน้านั้น เมื่อพื้นฐานสะท้อนอนาคตก็ทำให้มีแรงซื้อกลับเข้ามาอีกครั้ง

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team