Politics

จบภารกิจ!! ‘จตุพร’ ยุติหน้าที่ผู้ช่วยหาเสียง ชี้บ้านเมืองน่าห่วงจะสู่ทางตัน

“จตุพร” ประกาศยุติบทบาทผู้ช่วยหาเสียงให้ “พรรคเพื่อชาติ” ชี้รัฐธรรมนูญใหม่จะนำพาการเมืองไปสู่ทางตัน ลั่นถ้าเกิด “งูเห่า” คือจุดจบ ย้ำ “กรธ.-กกต.” ต้องรับผิดชอบปัญหาทั้งหมด

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงว่า ขอยุติบทบาทการเป็นผู้ช่วยหาเสียงของพรรคเพื่อชาติ ซึ่งส่วนตัวได้แจ้งต่อหัวหน้าพรรคให้ทราบแล้วตั้งแต่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา โดยภารกิจที่ประกาศไว้ คือ การรวบรวมเสียงฝั่งประชาธิปไตยให้ไปเทรวมในวันเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว เมื่อพรรคแถลงจุดยืนอยู่ฝั่งประชาธิปไตย จึงถือว่าภารกิจเสร็จสิ้น ดังนั้น ต่อไปนี้จึงเหลือสถานะเดียว คือ ประธาน นปช. ส่วนการที่ ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล หรือ ผู้กองปูเค็ม ไปยื่นยุบพรรคเพื่อชาติ ในประเด็นครอบงำพรรคนั้น ถือเป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรคและฝ่ายกฎหมายที่ต้องไปชี้แจงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

“ผู้กองปูเค็มผมก็ไม่ทราบสถานะที่ชัดเจนว่าพ้นตำแหน่งราชการแล้วหรือยัง ขณะที่เจ้าตัวประกาศว่าพ้นแล้ว แต่ทางการข่าวยังมีข้อสงสัยกันอยู่ ผู้กองปูเค็มคงไม่ทราบว่าตำแหน่งผู้ช่วยหาเสียงของผมนั้น ได้รับรองจาก กกต. ดังนั้น การขึ้นเวทีปราศรัยจึงกระทำได้ในลักษณะที่ต้องได้รับค่าจ้าง ซึ่งถ้าผมได้รับค่าจ้างดังกล่าวก็จะนำไปบริจาคให้กับมูลนิธิคนปัญญาอ่อน ซึ่งถือเป็นความตั้งใจของผม ประเด็นดังกล่าวจึงไม่ได้น่าวิตกแต่อย่างใด”ประธาน นปช. ระบุ

สำหรับสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ตนต้องการเห็นการแสดงความรับผิดชอบของ กกต. เพราะการเลือกตั้ง 2562 นี้ เกินไปกว่าที่จะใช้คำว่าเลือกตั้งสกปรก เหมือนปี 2500 เพราะ กกต. ปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นมากมายในการเลือกตั้ง และยังมีการนับคะแนนที่ถูกยุติลงอย่างไม่เป็นทางการในวันเลือกตั้ง ทั้งที่เป็นการนับคะแนนที่หน่วยแค่บวกตัวเลขให้ตรงข้อเท็จจริงเท่านั้น ดังนั้น เมื่อ กกต.ประกาศตัวเลขผู้มาใช้สิทธิ 33 ล้านเศษ แต่พอมาวันที่ 28 มีนาคม ประกาศอย่างไม่เป็นทางการครั้งที่ 2 จำนวนมากกว่า 38 ล้านเศษ

ทั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าคะแนนเพิ่มมา เกือบ 4 ล้านเศษ หรือเพิ่มมาวันละกว่า 1 ล้านคะแนน อีกทั้ง จำนวนบัตรดีกับจำนวนคะแนนรวมของแต่ละพรรคนั้นมีความแตกต่างกันมากกว่า 2 ล้านคะแนน หรือแม้แต่จำนวนบัตรที่ใช้กับจำนวนผู้ใช้สิทธิ ก็ยังมีความต่างกันเกือบ 2 ล้านเช่นกัน ถึงแม้จะมีการนำคำว่าบัตรเขย่งมาใช้ ซึ่งเกิดมาเพิ่งเคยได้ยิน ทั้งที่ในทางปฏิบัติแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะเกิดการรับบัตรแล้วไม่ไปใช้สิทธิ แต่กกต.อธิบายเพื่อที่จะให้รอดพ้นสิ้นข้อสงสัย แต่ยิ่งสร้างความสงสัยมากขึ้น

นอกจากนี้ การเลือกตั้งปี 2562 เมื่อมีการสงสัยเรื่องคะแนนมาตั้งแต่ต้น และยังมีคะแนนที่งอกออกมาอีก ทำให้เกิดปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาล ส่วนตัวความห่วงใยว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 จะนำพาสู่วิกฤต คือ พาการเมืองสู่ทางตัน เพราะทั้ง 2 ฝั่งทางการเมือง ไม่ว่าซีกใดได้เสียงข้างมาก ก็ไม่เด็ดขาดและไม่สามารถเดินต่อไปได้ทั้งคู่

ขณะเดียวกัน กกต.มีวิธีการนับคะแนนหลากหลายรูปแบบที่จะไปทอนคะแนนของพรรคใหญ่ แล้วกระจายปาร์ตี้ลิสต์ให้กับพรรคเล็กๆ เพื่อให้เกิดปรากฎการณ์ว่ารัฐบาลของคณะสืบทอดอำนาจ มีพรรคการเมืองเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การเมืองจะเดินต่อไปได้ในตอนนี้คือต้องไปปล้นสมาชิกพรรคอื่นที่เรียกว่ากลุ่มงูเห่า ซึ่งตอนนี้ก็มีอยู่ 2 พรรค กำลังถูกกวาดต้อนโดยการต่อรองผลประโยชน์

ทั้งนี้ ได้คุยกับฝั่งสืบทอดอำนาจระบุว่าเสียงที่ต้องสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในสภาต้องได้ 270 ที่นั่ง ซึ่งถ้านับตอนนี้ไม่มีทางถึง แม้จะมีการแจกใบแดง เหลือง สัม ดำ ขาว ซึ่งเป็น 5 ใบที่มีอยู่ในการเลือกตั้งของไทย แต่ผลการเลือกตั้งก็จะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะถ้าแจกใบแดงให้เพื่อไทยก็ยังเหลืออนาคตใหม่ หรืออื่นๆ ในซีกประชาธิปไตย และถ้ามีเลือกตั้งซ่อมก็จะเกิดปรากฏการณ์รณรงค์หาเสียงเพื่อพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งครั้งนี้อาจจะเป็นพรรคร่วมฝั่งประชาธิปไตย กับฝั่งสืบทอดอำนาจ ยิ่งจะทำให้เกิดความเสื่อมศรัทธามาที่สุด และก็บอกไม่ได้ว่ามันจะนำไปสู่อะไร

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้พรรคพลังประชารัฐ และพล.อ.ประยุทธ์ ได้เปรียบทางการเมืองทุกกระบวนการ แล้วเมื่อประชาชนตัดสินมาด้วยเสียงก้ำกึ่งแบบนี้ จำเป็นต้องไปซื้อ ส.ส.จากพรรคอื่นแล้วได้เป็นนายกฯ ซึ่งวันเริ่มต้นของการเป็นนายกฯ ครั้งใหม่นี้ จะเป็นวันสุดท้ายของพล.อ.ประยุทธ์เช่นเดียวกัน เพราะเมื่อมีเสียงก้ำกึ่ง หมากกระดานเดินต่อไปไม่ได้ เพราะเสียงข้างมากจะต้องเสียไป 3 ที่นั่ง คือ ประธานสภา และรองประธานสภา แล้วต้องเอาบุคคลภายนอก หรือการประชุมในสภาถ้าจะต้องนับจำนวนสมาชิกก็อาจทำให้ประชุมล่ม ประเทศเดินหน้าต่อไปไม่ได้

“สมการทางการเมืองเมื่อตัวเลขก้ำกึ่งก็เป็นไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเลือกการสร้างงูเห่าให้เกิดขึ้นก็จะนำไปสู่จุดจบ เพราะเป็นการสร้างวิกฤตศรัทธาอย่างรุนแรง ดังนั้น คนแรกที่จะต้องรับผิดชอบในขณะนี้ คือ กกต. เพราะวิญญูชนอย่างพวกท่านย่อมรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นมาแล้ว โดยที่ผมจะไม่เรียกร้องให้ลาออก ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อมาคือคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพราะเขียนรัฐธรรมนูญให้ประเทศไทยเดินสู่ทางตัน”นายจตุพร กล่าว

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team