Business

SSP รุกลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ 2-3แห่งเห็นผลไตรมาส 2

SSP  ย้ายเข้าเทรด SET ตอกย้ำปัจจัยพื้นฐานแกร่ง “วรุตม์  ” มั่นใจนักลงทุนสถาบันในประเทศ-ต่างประเทศ ให้การต้อนรับดี หนุนหุ้นมีสภาพคล่อง-มาร์เก็ตแคปพุ่ง เดินหน้าเจรจาลงทุนโรงไฟฟ้า 2-3 แห่ง คาดเห็นผลไตรมาส2 ปีนี้ 

นายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือSSP เปิดเผยว่า คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้อนุมัติการย้ายหลักทรัพย์ของ SSP เข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันนี้ (27 มี.ค.) เป็นวันแรกในกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร หมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค ถือเป็นการตอกย้ำถึงปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจมีความแข็งแกร่ง  มีคุณสมบัติครบถ้วนตลาดเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ

ทั้งนี้คาดว่าหลังจากที่ SSP ย้ายเข้าเทรดใน SET จะช่วยลดข้อจำกัด การเข้าลงทุนของนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขาย ราคาหุ้นมีเสถียรภาพมาก ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) เพิ่มขึ้นในอนาคต

วรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์

ส่วนแนวโน้มธุรกิจปี 2562 บริษัทจะรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าขายไฟฟ้าเข้าระบบในเชิงพาณิชย์ (COD) ปีที่แล้วเต็มปี รวมทั้งมีโรงไฟฟ้าที่จะทยอย COD เพิ่มอีก  66 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโครงการโซลาร์ฟาร์มที่มองโกเลีย  16 เมกะวัตต์ (ไตรมาส 2/2562) และโครงการที่เวียดนามราว 50 เมกะวัตต์ (มิ.ย.2562) ส่งผลให้ปีนี้มีโครงการที่ COD เพิ่มเป็น 157 เมกะวัตต์ โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2562 เติบโต 30-40% จากปีก่อนที่มีรายได้ 1,137 ล้านบาท

“เราอยู่ระหว่างการศึกษาการเข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม และโครงการโซลาร์ฟาร์มในต่างประเทศเพิ่ม จากที่บริษัทได้เข้าลงทุนไปแล้วในเวียดนาม ญี่ปุ่น และมองโกเลีย อยู่ระหว่างการเจรจาอยู่ 2-3 โครงการ คาดจะเห็นความชัดเจนช่วงไตรมาส 2/2562  โดยเน้นเฉพาะโครงการที่มีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ไม่ต่ำกว่า 12%  ตั้งเป้าผลักดันให้รายได้ กำไร และเงินปันผลในแต่ละปีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าภายใน 3-5 ปี (2562-2566) มีแผนจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้นเป็น 400 เมกะวัตต์  ปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหลายโครงการ โดยปี 2563 จะมีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 196.1 เมกะวัตต์ และในปี 2564-2565 จะมีโครงการที่จ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เข้าระบบเพิ่มเป็น 232 เมกะวัตต์  บริษัทจะเน้นการพัฒนาโครงการในต่างประเทศเป็นหลัก แต่หากประเทศไทยมีแผนพัฒนาไฟฟ้าที่ชัดเจน และเริ่มเปิดให้พัฒนาโครงการอีกครั้งก็จะกลับมาให้ความสำคัญมากขึ้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2562 ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานนำโดยภาคเอกชนชั้นนำของเอเชีย (The Leading Asia’s Private Infrastructure Fund: LEAP) ได้ลงนามในสัญญาเงินกู้จำนวน 18.7 ล้านดอลลาร์ กับบริษัท TGC (Tenuun Gerel Construction LLC : TGC) ในโครงการก่อสร้าง ดำเนินการ และบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 15 เมกะวัตต์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับระบบสายไฟฟ้ากลาง

สำหรับผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทในงวดปี 2561 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2561) มีรายได้รวม 1,137.4 ล้านบาท เติบโต 30%  มีกำไรสุทธิ 482.0 ล้านบาท เติบโต 42% โดยกำลังการผลิตติดตั้งเพิ่มขึ้นเป็น 90.4 เมกะวัตต์ ในปี 2561 จาก 52 เมกะวัตต์ ในปี 2560 โดยรายได้และกำไรปี 2561 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น มาจากการที่ SSP สามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบในเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการโรงไฟฟ้าใหม่ๆได้ตามกำหนด

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯมีมติอนุมัติจ่ายปันผลเป็นเงินสดในอัตรา 0.217 บาท/หุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 7 พฤษภาคม และกำหนดจ่ายเงินปันผล วันที่ 27 พฤษภาคมนี้

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team
ทีมบรรณาธิการข่าว The Bangkok Insight