COLUMNISTS

ว่าด้วยเรื่องการใช้ภาษีหาเสียง

มธุลิน ผ่องอำไพ
0

มติครม.เมื่อวันอังคารที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา ที่รัฐบาล คสช.เพิ่งอนุมัติ งบประมาณ 37,900 ล้านบาท เติมเงิน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรวม 4 มาตรการ คือ ค่าไฟฟ้า น้ำประปา สนับสนุนค่าใช้จ่ายปลายปี ช่วยเหลือค่าเดินทางผู้สูงอายุ และช่วยเหลือค่าเช่าบ้านผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย โดยเป็นการช่วยเหลือระยะสั้นจนถึงเดือนกันยายน ปีนี้เท่านั้น

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

คำถามที่ตามมาคือ ก่อนหน้านี้ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไปปราศรัยที่ลพบุรี เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ข้อความตอนหนึ่งระบุว่า

“บัตรสวัสดิการพี่น้องรู้จักไหมครับ ชอบไหมครับ ไม่ชอบเหรอ ชอบหรือไม่ชอบ เอาเพิ่มไหม ได้ตังค์เพิ่มเอาไหม ได้ของเพิ่มเอาไหม ถ้าเอาเลือกพรรคพลังประชารัฐ”

ทำให้ นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ผู้สมัครส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ไปยื่นเรื่องร้องต่อ กกต.ให้เอาผิด พรรคพลังประชารัฐ ในฐานความผิดกฎหมายเลือกตั้งส.ส.มาตรา 73(1) ประกอบมาตรา ที่ระบุว่า ห้ามผู้สมัครไม่ให้ จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด รวมถึงให้เอาผิดพล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่ยับยั้งการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปหาเสียงด้วย แต่การพิจารณาของกกต.ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ

เมื่อครม.มีมติอนุมัติงบประมาณเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเช่นนี้ ก็ยิ่งถูกตั้งคำถามมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธรรมาภิบาลของตัวผู้นำประเทศ ที่มักอ้างคำว่า “ธรรมาภิบาล” อยู่ตลอดเวลา

แต่ในขณะนี้ท่านกลับใช้สถานะพิเศษที่มี เอื้อประโยชน์ทางการเมืองให้กับพรรคที่สนับสนุนตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีหลายครั้งหลายหน ทั้ง ๆ ที่เคยให้สัญญากับประชาชนว่าจะใช้อำนาจอย่างระมัดระวัง หลังโดนวิจารณ์ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญมาตรา 169 ที่กำหนดข้อห้ามไว้ 4 ข้อ

  • ห้ามแต่งตั้งโยกย้ายและถอดถอนบุคลากรของรัฐ
  • ห้ามใช้จ่ายงบประมาณสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
  • ห้ามก่อภาระผูกพันคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป
  • ห้ามใช้ทรัพยากรของรัฐให้เกิดผลในการเลือกตั้ง โดยบางเรื่องสามารถกระทำได้หากเป็นไปตามงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง

แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏท่านถูกครหาทั้งการใช้ทรัพยากร งบประมาณหลวง กลไกรัฐ แอบแฝงในการหาเสียง รวมถึงอนุมัติงบประมาณในโครงการที่พรรคพลังประชารัฐใช้เป็นหลักในการหาเสียงด้วย ซึ่งหากเป็นบุคคลที่ยึดหลักธรรมาภิบาลจริง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ใช้อำนาจที่สร้างความได้เปรียบทางการเมืองให้ตัวเองเช่นนี้

นับเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ 5 ปีแห่งอำนาจได้เปลี่ยนแปลงพล.อ.ประยุทธ์ไปมาก เพราะหลังทำรัฐประหารใหม่ ๆ ท่านเคยเอ่ยวลีที่ทำให้หลายฝ่ายชื่นชมเกี่ยวกับการใช้อำนาจไว้ว่า “ยิ่งมีอำนาจมากก็ยิ่งทำตัวให้เล็กลง อย่าคิดว่าตัวเองมีอำนาจแล้ว จะทำได้ทุกอย่าง ผมไม่คิดอย่างนั้น”

ที่เขาว่า “อำนาจ” เปลี่ยนคนได้ดูเหมือนจะเป็นสัจธรรมที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน หากไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจจาก “คน” อาจเปลี่ยนเป็น “ปีศาจ” ได้โดยไม่ทันรู้ตัว

Add Friend Follow