Business

กสทช.ร่วม 4 องค์กรคุมเข้มสื่อโฆษณาอาหาร-ยาผิดกม.

สำนักงานกสทช. ร่วมกับ “อย. – สคบ.- ดีอี – สตช.” ลงนามกำกับดูแลการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย ทั้งสื่อวิทยุ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต และสื่อสังคมออนไลน์ หวังลดปัญหาโฆษณา เกินจริง หลอกลวงผู้บริโภค เร่งบูรณาการบังคับใช้กฎหมาย ป้องผู้บริโภคไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าปัญหาการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย ทางสื่อโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง โดยเฉพาะสื่ออินเทอร์เน็ต และสื่อสังคมออนไลน์มีความซับซ้อน และทวีความรุนแรงมากขึ้น มีการนำเสนอโฆษณาที่มีลักษณะโอ้อวด หรือแสดงสรรพคุณอันเป็นเท็จหรือเกินจริง ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคและอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพและสังคมเป็นส่วนรวม

สื่อเหล่านี้เป็นสื่อที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้รวดเร็ว  มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้า หรือบริการต่างๆ ผู้บริโภคจึงตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวง ถูกละเมิดสิทธิจากผู้ประกอบกิจการได้ง่าย ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีความพยายามร่วมกันแก้ปัญหาการโฆษณา มีการพัฒนาความร่วมมือ บูรณาการการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้บริโภค  รวมทั้งแก้ไขเยียวยาความเสียหายภายในระยะเวลาที่เหมาะสม

แต่เนื่องจากรูปแบบการโฆษณาได้เปลี่ยนไปมาก การคุ้มครองผู้บริโภคจึงต้องทันต่อเหตุการณ์ การบูรณาการงานคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพในเชิงรุก  จึงมีความจำเป็นที่ต้องทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกัน

พล.ท. ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า การกำกับดูแลการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพเป็นภารกิจที่ กสทช. และ อย.ต่างก็มีอำนาจหน้าที่ภายใต้กฎหมายของตนเอง

สำนักงาน กสทช. มีอำนาจหน้าที่โดยตรงเฉพาะการกำกับดูแล การออกอากาศรายการ หรือการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่ออกอากาศทางวิทยุและโทรทัศน์ ก่อนหน้านี้การทำงานแต่ละหน่วยงานทำภายใต้ระบบของตนเอง ทำให้การพิจารณาข้อร้องเรียนแต่ละเรื่องกว่าจะได้ข้อยุติและสิ้นสุด กระบวนการต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน  บางกรณีนานร่วมปี

บทลงโทษต่อการกระทำความผิดกรรมเดียวกันยังอาจต้องรับโทษ 2 ทาง ทำให้อาจเกิดความซ้ำซ้อน และเป็นประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมขึ้นใน สำนักงาน กสทช. และมีข้อร้องเรียนเกิดขึ้น หรือการตรวจพบ  การกระทำความผิด เจ้าหน้าที่สามารถวิเคราะห์ วินิจฉัยและชี้มูลได้ทันที  สรุปเรื่องให้แล้วเสร็จได้ภายใน 3 วัน

ตั้งแต่มีความร่วมมือจนถึงปัจจุบัน ตรวจพบผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์กระทำความผิด และดำเนินการไปแล้วกว่า 70 ราย สั่งระงับการโฆษณาที่ผิดกฎหมายไปแล้วกว่า 120 กรณี

เมื่อสำนักงาน กสทช. จับมือกับ กระทรวงสาธารณสุข ขยายผลไปยังส่วนภูมิภาค โดยพัฒนากลไกการทำงานร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สามารถจัดการปัญหาการโฆษณาได้จำนวนมาก โดยเฉพาะสื่อวิทยุกระจายเสียง ตรวจพบผู้ประกอบการที่เข้าข่ายกระทำความผิดสูงถึงเกือบ 400 สถานี  พบการโฆษณาที่เข้าข่ายผิดกฎหมายมากกว่า 800 กรณี มีการวินิจฉัยว่ามีการโฆษณาที่ผิดกฎหมายแล้วกว่า 170 สถานี  เป็นการโฆษณาที่ผิดกฎหมาย 475 กรณี สั่งระงับการโฆษณไปแล้วกว่า 100 กรณี ในสถานีวิทยุ 50 สถานี และจะเร่งดำเนินการระงับการโฆษณาที่ผิดกฎหมายทั้งหมด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป

ในส่วนของสื่ออินเทอร์เน็ต และสื่อสังคมออนไลน์ กสทช. ไม่มีอำนาจโดยตรง จึงต้องกำกับดูแลร่วมกับกระทรวง DE ที่ผ่านมา อย. ตรวจพบการโฆษณาที่ผิดกฎหมายในกว่า 570 URL ซึ่ง กสทช. สามารถแจ้ง ผู้ให้บริการอินเทอร์เนต หรือ ISP ระงับ/ปิดกั้น ได้สำเร็จกว่า 240 URL หรือคิดเป็นร้อยละ 42 ทั้งนี้ กระทรวง DE จะได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

กสทช. จึงเสนอให้ใช้โมเดลการจัดการปัญหาการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทางสื่อวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ โดยขยายผลให้ครอบคลุมไปยังสื่ออื่นๆ  มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ได้แก่ สำนักงาน กสทช. , อย. , สคบ. , กระทรวง DE และ สตช. โดย บก.ปคบ.

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาอย. ได้ตรวจสอบและเฝ้าระวังการโฆษณาทางสื่อต่างๆ อีกด้วย ดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กสทช. ในการกำกับดูแลสื่อโทรทัศน์ และวิทยุ กระทรวง DE  ในการระงับ/ปิดกั้นเว็บไซต์  บก.ปคบ.   ตรวจจับผู้กระทำผิดกฎหมาย และ สคบ. กรณีการเรียกร้องค่าเสียหาย การดำเนินธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง ในปี 2561 อย. ดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับการโฆษณามากกว่า 4,000  รายการ   ตรวจจับผู้กระทำผิดมูลค่าสินค้ากว่า 200 ล้านบาท

พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบธุรกิจได้โฆษณาขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยใช้ช่องทางโฆษณาผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ป้ายโฆษณา วิทยุ และทางอินเทอร์เน็ต มีการอวดอ้างสรรพคุณ แจ้งรายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญของสินค้าหรือบริการที่เป็นเท็จเกินจริง หรือใช้เทคนิคทางการตลาดที่เอาเปรียบผู้บริโภค เช่น การจัดรายการส่งเสริมการขาย ลด แลก แจก แถม แจ้งราคาเกินจริง เป็นต้น เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกว่าได้ของดีราคาแพง แต่สามารถซื้อได้ในราคาถูก  พบว่าปัญหาดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจ เข้าถึงผู้บริโภคง่ายขึ้น เร็วขึ้น ในช่องทางการโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ต ใช้กลหลอกล่อ ทำให้ผู้บริโภคหลงเชื่อได้ง่าย

สคบ. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคเกี่ยวกับการได้รับความเสียหาย จากการใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กรณีใช้แล้วไม่เห็นผล ไม่เป็นไปตามที่โฆษณา ซึ่งได้เจรจาไกล่เกลี่ยและเรียกร้องค่าเสียหายให้กับผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก  พบว่าทางสื่อวิทยุโทรทัศน์ และเคเบิ้ลทีวี มีการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่อาจเป็นการอวดอ้างสรรพคุณที่เป็นเท็จเกินจริง 70-80 %

นาวาอากาศเอก สมศักดิ์  ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวง ได้ประสานงานการปิดกั้นเว็บไซต์ ที่ผิดกฎหมายกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ในปี 2560 โดยได้ร่วมกันดำเนินการตามขั้นตอนการระงับการแพร่หลาย ของเว็บไซต์โฆษณาอาหาร ยา ที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีลักษณะ เอาเปรียบผู้บริโภคหรือแสดงสรรพคุณยาอันเป็นเท็จ หรือเกินความจริง  อาจจะเกิดความเสียหายต่อความปลอดภัยแก่ประชาชน

ในรอบ 2 ปี ที่ผ่านมา พบว่าเรื่องร้องเรียนเพิ่มมากขึ้น สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่เทคโนโลยีได้พัฒนาไปรวดเร็ว ทำให้การนำเสนอและเข้าถึงข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทำได้ง่าย ส่งผลให้สภาพการซื้อขายเปลี่ยนไปจากเดิม  เปลี่ยนจากการซื้อขายจากเว็บไซต์ e-Commerce มาเป็นการซื้อขายผ่าน Social Media เช่น Facebook Instagram Line  เป็นสื่อที่เข้าถึงผู้ใช้โดยตรง ทำให้การควบคุมดูแลมีความซับซ้อนยุ่งยากมากขึ้น

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team
ทีมบรรณาธิการข่าว The Bangkok Insight