Properties

โตต่อเนื่อง ‘มั่นคงฯ’ โชว์รายได้ปี’61 กว่า 4.5 พันล้าน

“มั่นคงเคหะการ” ชี้อสังหาฯปี 62 โตแบบค่อยเป็นค่อยไป ประกาศผลดำเนินงานปี 2561 มีรายได้รวมกว่า 4,546 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.37% เมื่อเทียบจากปี 2560 และมีผลกำไรสุทธิกว่า 305 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.16% เผยแผรปีนี้เตรียมเปิด 4 โครงการใหม่ชูแนวคิด Well-Being เพื่อผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น มูลค่ารวม 4,560 ล้านบาท เตรียมงบซื้อที่ดินเพิ่มอีก 1,600 ล้านบาท ลุยธุรกิจอสังหาเพื่อเช่าและบริการอย่างต่อเนื่อง

นายสุเทพ วงศ์วรเศรษฐ

นายสุเทพ วงศ์วรเศรษฐ ประธานกรรมการ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขาย เพื่อเช่าและเพื่อการบริการ เผยภาพรวมธุรกิจตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2562 จะเติบโตจากปีที่ผ่านมาแบบค่อยเป็นค่อยไป (Slightly growth) เนื่องจากช่วงปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการได้พัฒนาสินค้าออกมาเป็นจำนวนมาก จึงส่งผลให้สินค้าที่มีอยู่ในตลาดต้องค่อยๆ รอการระบายออกซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องของฟองสบู่ แต่เป็นเรื่องของดีมานด์ กับซัพพลาย ที่ถือเป็นเรื่องปกติ รวมถึงมาตรการคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ LTV ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายนนี้ นับเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ โดยในส่วนของ มั่นคงฯค่อนข้างมีผลกระทบน้อย เนื่องด้วยกลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มลูกค้าบ้านหลังแรกที่ซื้อไว้เพื่ออยู่อาศัยเอง

โครงการบ้านเดี่ยวจาก บมจ.มั่นคงเคหะการ

“การเติบโตของบริษัทในปีนี้ ยังคงเป็นไปในทิศทางที่ดี ผนวกกับงานด้านการพัฒนาโครงการเพื่อเช่า และเพื่อการบริการที่สร้างรายได้หมุนเวียนระยะยาว เป็นไปตามแผนที่ได้วางเอาไว้ จึงยิ่งส่งผลให้เราสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันจากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน ต่างหันมาให้ความสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพตัวเองกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะเข้ามาช่วยดูแลสุขภาพในทุกๆด้าน เน้นการใช้ชีวิตในแบบสุขภาวะที่ดี คือการสร้างคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีระหว่างสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจสำคัญ ที่เรานำมาเป็นโจทย์ในการพัฒนาสินค้าและบริการตลอดมา”

ในปี 2561 บริษัทฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 4,546.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,482.31 ล้านบาท หรือ 48.37% คิดเป็นกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.31 บาท สามารถแบ่งเป็นรายละเอียดได้ดังนี้ รายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 4,152.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,387.60 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50.18% ในขณะที่ยอดรายได้รับรู้จากการให้เช่าและบริการ ในปี 2561 มีทั้งสิ้น 252.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.24 ล้านบาท หรือ 28.71% ส่วนรายได้จากการให้บริการของสนามกอล์ฟ 109.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.98 ล้านบาท หรือ 34.4%

โครงการทาวน์เฮ้าส์ จากบมจ.มั่นคงเคหะการ

ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2562 บริษัทยังคงมุ่งเน้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถ ตอบโจทย์ทุกการใช้ชีวิตของผู้พักอาศัยทั้งเพื่อขาย เพื่อเช่าและการบริการอย่างต่อเนื่อง ตามแผนธุรกิจ 5 ปีที่ได้วางไว้ โดยเตรียมเปิดตัวโครงการเพื่อขายใหม่จำนวน 4 โครงการ ได้แก่ บ้านเดี่ยว 1 โครงการ บ้านแฝด 1 โครงการ และทาวน์โฮม 2 โครงการ มูลค่ารวมทั้งสิ้น 4,560 ล้านบาท บนทำเลศักยภาพ ภายใต้แนวคิด “การใช้ชีวิตในแบบสุขภาวะที่ดี หรือ Well-Being” เน้นการออกแบบโดยคำนึงถึงสุขภาวะที่ดีของผู้อยู่อาศัย ใส่ใจตั้งแต่การวางผังโครงการให้สอดคล้องกับทิศทางลม เพื่อช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงาน การเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การนำนวัตกรรมบ้านเย็นด้วยระบบ Air Flow มาใช้ ตลอดจนการวางฟังก์ชั่นที่อยู่อาศัย เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตในกลุ่มคนทุกวัย เพื่อให้เป็นพื้นที่แห่งความสุขที่ทุกคนได้อยู่ร่วมกัน

สำหรับธุรกิจเพื่อเช่าและการบริการ นายสุเทพ เผยว่าในปี 2562 บริษัทเตรียมรุกตลาดธุรกิจเช่าและการบริการ โดยมีแผนพัฒนาโครงการบางกอกฟรีเทรดโซน โรงงานและคลังสินค้าเพื่อเช่า ที่บริหารงานโดย บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เพิ่มขึ้นเป็น 1.73 แสนตารางเมตร ส่วน โครงการ พาร์ค คอร์ท (Park Court) สุขุมวิท 77 คอนโดมิเนียมและอพาร์ตเมนต์ระดับลักซ์ชัวรี่ไฮเอนด์ ที่สามารถขายและปล่อยเช่าได้แล้วเกือบ 50% ตั้งเป้าปล่อยเช่าเต็มพื้นที่ 100% ได้ภายในปี 2562 ขณะเดียวกัน ธุรกิจ สนามกอล์ฟ ฟลอร่า วิลล์ กอล์ฟ แอนด์ คันทรีคลับ ที่หลังจากได้มีการปรับเปลี่ยนรูปโฉมใหม่เมื่อปีที่ผ่านมา ก็ได้รับการตอบที่ดีจากลูกค้า ทั้งจากชาวไทยและชาวต่างชาติ คาดการณ์ปีนี้รายได้โตขึ้น 10% ด้านบริษัท ยัวร์ส พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านดูแลจัดการบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ พร้อมรับบริหารโครงการเพิ่ม 10 โครงการ ตั้งเป้ารายได้โตขึ้น 70% จากปี 2561

“ปีนี้เราเดินหน้าสานต่อนโยบายสร้างความสมดุลของรายได้ ธุรกิจเพื่อขายและธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งเช่าและการบริการมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งมองหาโอกาสในการพัฒนาโครงการที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ดีเพิ่มขึ้น เพื่อขยายในส่วนของธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ตามแผนการดำเนินธุรกิจ 5 ปีที่ได้วางไว้ พร้อมขยับสัดส่วนกำไรของทั้ง 2 ฝั่งให้อยู่ที่ 50/50 ภายในปี 2564 เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้บริษัทมากขึ้น” นายสุเทพ กล่าวสรุป

Add Friend Follow
อรวรรณ หอยจันทร์