ดูหนังออนไลน์
Politics

เปิดเอกสารไทยรักษาชาติสู้คดียุบพรรค

ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายสุรชัย ชินชัย ทนายความพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ให้สัมภาษณ์หลังยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาคดียุบพรรคตามกำหนดเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ยื่นคำชี้แจงภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ว่าประเด็นหลักที่กำหนดยื่นแก้ข้อกล่าวหามี 3 ประเด็น

1. เรายืนยันเจตนาบริสุทธิ์ และไม่มีเจตนาพิเศษใดๆ ที่มุ่งหวังให้เป็นอย่างอื่น โดยเราเชื่อว่าการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ทำไปโดยความบริสุทธิ์ใจ  เป็นไปตามความประสงค์และความยินยอมจากผู้ได้รับการเสนอชื่อ

2. ข้อกล่าวหาว่า การเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ความหมายของคำว่าปฏิปักษ์ตามพจนานุกรมให้ความหมายว่าเป็นศัตรู เป็นฝ่ายตรงข้าม น่าจะหมายถึงการนำระบอบคอมมิวนิสต์ มาใช้ปกครองในประเทศไทย หรือการเป็นกบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113

ทั้งนี้ คำร้องยุบพรรค ทษช. ที่ขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครของกรรมการบริหารพรรค เป็นเวลา 20 ปี เราถือว่าเป็นคำร้องประเภทเดียวกับคดีอาญา เพราะเท่ากับเป็นการเพิกถอนสิทธิสมัครตลอดชีวิตไม่ต่างจากการประหารชีวิตในทางการเมือง

3.การที่กกต.มีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ทษช. เป็นการปฏิบัติข้ามขั้นตอนกฎหมาย โดยกกต.มีมติส่งศาลไม่มีการสืบสวนสอบสวนก่อน จึงเป็นการข้ามขั้นตอนการเสนอคำร้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้พรรคได้ยื่นบัญชีพยานบุคคลซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรค 14 คนและพยานคนกลางซึ่งเป็นบุคคลภายนอก 5 ปาก

เมื่อถามว่าพยานที่เป็นบุคคลภายนอก เป็นบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตก่อนหน้านี้หรือไม่ นายสุรชัย กล่าวว่าเป็นรายละเอียดที่นำเสนอต่อศาลไม่สามารถเปิดเผยได้  เมื่อถามความเห็นว่ามองว่าการตัดสินคดีของศาลรัฐธรรมนูญควรเสร็จก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ นายสุรชัย กล่าวว่า ถ้ามีโอกาสควรให้ประชาชนได้ลงคะแนนวันที่ 24 มีนาคมนี้ก่อนจะเป็นประโยชน์ต่อการเลือกตั้งครั้งนี้  ซึ่งตนเชื่อมั่นในความยุติธรรมที่ศาลจะเมตตาต่อเรา

รายงานข่าวว่าจากกรณีที่ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ทษช. กระทำผิดมาตรา 92 แห่งพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 นั้น ทนายความของพรรคฯได้ยื่นเอกสาร 20 หน้า ชี้แจง 8ประเด็น โดยเป็นพยานบุคคลจำนวน 19 ปาก แบ่งเป็นกรรมการบริหารพรรค 14 คน และพยานบุคคลภายนอก 5 ปาก โดยไม่มีรายชื่อของบุคคลที่พรรคเสนอเป็นแคนดิเดตนายกก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ในข้อต่อสู้ 3 ประเด็นหลักของพรรค แยกย่อยออกเป็น 8 ประเด็น  คือ

1. การดำเนินกิจการของพรรคไทยรักษาชาติ เป็นไปตามประกาศอุดมการณ์ นโยบายในการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

2. พรรคฯทำตามประสงค์และความยินยอมของทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ภายใต้รัฐธรรมนูญ กฎหมาย ประกาศพระบรมราชโองการ พ.ศ. 2515 และข้อบังคับพรรค ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติเป็นข้อห้ามมิให้ ทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะนายกรัฐมนตรี

3.พรรคฯ เข้าใจโดยสุจริตว่าการเสนอชื่อทูลกระหม่อมฯ ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นการกระทำตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 88, 89 และ พรป. เลือกตั้งส.ส. มาตรา 13 และ 14 ไม่ใช่เป็นการกระทำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

4. เมื่อมีพระราชโองการวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 23.00 น. ภายหลังที่พรรคได้แจ้งรายชื่อบัญชีนายกรัฐมนตรี ไปแล้วเมื่อเวลา 9.00 น. พรรคฯจึงได้แถลงโดยทันทีในวันรุ่งขึ้น เพื่อน้อมรับพระราชโองการไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ด้วยความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ทุกพระองค์ เป็นการแสดงเจตนารมณ์โดยชัดเจนว่าพรรคฯไม่ติดใจในการเสนอชื่อนายกฯ

5. การกระทำตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 88 และมาตรา 89 ประกอบมาตรา 87 และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 13 และ มาตรา 14 ให้ถือว่าการเสนอชื่อบุคคลใดที่มิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายดังกล่าวให้ถือว่าไม่มีการเสนอชื่อบุคคลนั้น จึงไม่เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 92 แห่งพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ให้ผู้ร้องกล่าวหาผู้ถูกร้องในทางใดๆ ต่อศาลได้

6. พรรคฯ เห็นว่าคำว่า “ปฏิปักษ์” ให้ความหมายว่า ฝ่ายตรงกันข้าม ข้าศึก ศัตรู แต่การกระทำของผู้ถูกร้อง ได้กระทำการเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเป็นความประสงค์ของทูลกระหม่อมฯ ที่อาสา และยินยอมให้ผู้ถูกร้องเสนอชื่อ มิใช่เป็นการแอบอ้างโดยพลการ

7. กกต. ไม่มีอำนาจหน้าที่นำพระราชโองการมาขยายความกล่าวหาพรรคฯว่ากระทำผิดตามมาตรา 92 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560คำขอให้พิจารณาวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคนั้น เป็นการขยายความของพระราชโองการที่เป็นโทษ เป็นเรื่องที่มิบังควร และไม่ถูกต้องอย่างยิ่งอันเป็นการนำพระราชโองการมาแอบอ้างใช้อย่างมีเจตนาไม่สุจริตเป็นการกล่าวหาโดยสร้างฐานความผิดใหม่ซึ่งไม่มีฐานกฎหมายใดๆบัญญัติไว้

8. มติในการประชุมครั้งที่ 18/2562 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์2562 ของกกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคไม่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก กกต.จงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ตามมาตรา 41 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ประกอบระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และมีพฤติกรรมไม่สุจริต ซึ่งพรรคฯมีหลักฐานนำเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญและพรรคฯจะใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินการที่พรรคฯ ไม่ได้รับความเป็นธรรมต่อไป

The Bangkok Insight Editorial Team
ทีมบรรณาธิการข่าว The Bangkok Insight