COLUMNISTS

รายได้จาก ‘การท่องเที่ยว’ หายไปไหน

จิตติศักดิ์ นันทพานิช
จิตติศักดิ์ นันทพานิช จุดตัดความคิด
379

สัปดาห์ก่อน “ทศพร ศิริสัมพันธ์” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ฯ แถลงรายงานผลการพัฒนาประเทศไทยรอบ 5 ปี ( 2557-2561) คล้ายๆ รายงานผลการดำเนินงานประเทศไทย ซึ่งบังเอิญตรงกับเทอมของรัฐบาล คสช.พอดี เลขาฯ สภาพัฒน์ บอกว่าจากนี้ไปจะจัดทำทุกปีเพื่อให้เห็นภาพใหญ่และจุดอ่อนที่จะต้องแก้ไข

สรุปรายงานดังกล่าวโดยรวมบอกว่า ผลประกอบการประเทศไทยรอบ 5 ปีที่ผ่านมา “ดีขึ้นต่อเนื่อง”  จีดีพีจาก 1 % ในปี 2557 มาเป็น 4.2% ในปี 2561 และยังกล่าวถึงความสำเร็จของ “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย” ด้วยว่า ติดอันดับ 1 ของโลกของจุดหมายปลายทางที่คนอยากมามากที่สุด อยู่ในอันดับ 10 ของประเทศที่มีนักท่องเที่ยวสูงสุด และเป็นอันดับ 4 ของประเทศที่มีรายได้จากการท่องเที่ยงสูงสุดของโลก

เลขาฯสภาพัฒน์ ชี้ว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มจาก 14 ล้านคนในปี 2551 เป็น 40 ล้านคนในปัจจุบัน ถือเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดทีเดียว

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พูดถึงการท่องเที่ยวในการแถลงผลงานรัฐบาลเช่นกันว่า สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้มากกว่า 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์  นายกฯยังบอกด้วยว่ารายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 14.2 % ของจีดีพี มาเป็น 18.4 % ของจีดีพี

การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ปัจจัยหลักน่าจะมาจาก “ทัวร์จีน” ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

สถิติจากกรมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ปี 2551 คนจีนเข้ามาเที่ยวเมืองไทย 937,351คน ผ่านไป 10 ปี ๆ ที่แล้ว (2561) นักท่องเที่ยวจีนเพิ่มเป็น 10,535,955 คน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าตัว

ข้อมูลเกี่ยวกับการจับจ่ายของนักท่องเที่ยว ที่เคยนำมาเผยแพร่กันก่อนหน้านี้ บอกว่า นักท่องเที่ยวใช้จ่ายระหว่าง 4,000-6,000 บาทเศษต่อวัน ปีที่แล้วทำรายได้เข้าประเทศไม่น้อยกว่า 1.82 ล้านล้านบาท และคงสร้างเศรษฐีใหม่ไปแล้วหลายคน

รายได้จากการท่องเที่ยวเป็นตัวช่วยสำคัญ ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากความปั่นป่วนทางการค้าโลกที่ไม่แน่นอน เหวี่ยงไปมาตามพฤติกรรมตลาด และความต้องการทางการเมือง เช่น กรณีสงครามการค้าระหว่าง จีน-สหรัฐ ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐจุดชนวนขึ้น

ถ้าภาคการท่องเที่ยวไม่เติบโตต่อเนื่องในรอบ10 ปีที่ผ่านมา ภาพเศรษฐกิจปีที่ผ่านๆ มาคงไม่สดใสเท่านี้ รายได้จากการท่องเที่ยวสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมาก

ช่วงที่เกิดวิกฤติทัวร์จีนจากกรณีเรือล่มที่ภูเก็ต และคำพูดของ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จนเกรงว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะไม่เข้าเป้า ดร.สมคิด จาตุรศรีพิทักษ์ รองนายกฯต้องออกแรงขอให้ แจ็ค หม่า ช่วยเผยแพร่คลิปชวนคนจีนเที่ยวไท ยในเครือข่ายค้าออนไลน์ของ อาลีบาบา

แจ็ค หม่า

แต่มีประเด็นที่ชวนให้คิดว่า รายได้จากการท่องเที่ยวมหาศาลที่ได้มานั้น คงไม่ได้กระจายลงไปอย่างทั่วถึงโดยเฉพาะระดับชุมชน หาไม่แล้วเสียงบ่นเรื่องเงินไม่สะพัดคงไม่ดังเท่านี้

ที่ผ่านมาเชื่อกันว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีจุดเด่นเรื่องกระจายรายได้ทั่วถึง ตั้งแต่เจ้าของโรงแรมขนาดใหญ่ในเมือง คนขับรถ ร้านอาหาร ลงไปถึงชาวบ้านในชุมชนที่ขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยว

ยุคหนึ่งสมาคมโรงแรมไทย เคยเรียกร้องว่า การลงทุนโรงแรมสมควรได้รับสิทธิส่งเสริมการลงทุน โดยยกเหตุผลนี้มาสนับสนุนข้อเสนอด้วย

หากอนุมานสาเหตุที่รายได้จากการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างไม่ทั่วถึง เป็นไปได้ว่ามาจาก รูปแบบการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไป เช่น รายได้จากการจองที่พัก ถูกหักจากแอพที่ให้บริการหักค่าดำเนินการเอาไว้ส่วนหนึ่ง หรือ เป็นเพราะรูปแบบการทำธุรกิจท่องเที่ยวโมเดลจีน ที่เข้ามาเช่า แผงค้าขาย ร้านอาหาร รถเช่า โรงแรม ในไทยให้บริการนักท่องเที่ยวเพื่อนร่วมชาติ รายได้จึงตกถึงมือคนไทยเพียงส่วนน้อย

เข้าใจว่ารัฐบาลคง มองเห็นปัญหานี้อยู่ จึงผลักดันการท่องเที่ยวเมืองรองขึ้นมาโดยหวังว่า เม็ดเงินจะกระจายไปสู่ชุมชนมากขึ้น แต่ผลสัมฤทธิ์ยังไม่ปรากฏ

หวังว่า รัฐบาลใหม่ ที่จะมาเร็วๆนี้จะจริงจังกับเรื่อง การกระจายรายได้จากการท่องเที่ยว เพราะขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแต่ไหลกระเป๋าคนในวงจำกัด คนทั้งประเทศ ต้องร่วมแบกต้นทุน จากความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยวทั้ง ทางธรรมชาติ โบราณสถาน รวมไปถึงความเสี่ยงจากอาชญากรรมที่แฝงตัวในรูปนักท่องเที่ยวมาทำกิจการมืดในไทย

ความไม่สมดุลเช่นนี้ปล่อยนานไปมีแต่ผลเสีย

Add Friend Follow