ดูหนังออนไลน์
Economics

รวย!! ‘พ่อ – ลูก’ เจ้าของรถไฟฟ้ากวาดปันผลเกินพันล้านต่อปี



บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ประกอบธุรกิจ 4 ประเภทหลัก ประกอบด้วย ธุรกิจระบบขนส่งมวลชน (รถไฟฟ้าบีทีเอสและรถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที) ธุรกิจสื่อโฆษณา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบริการ

ล่าสุด BTS ประกาศจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด ในรอบผลประกอบการวันที่ 1 เมษายน 2561 ถึงวันที่ 30 กกันยายน 2561 จำนวน 0.17 บาทต่อหุ้น วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) 18 มกราคม 2562 และวันที่จ่ายปันผล 1 กุมภาพันธ์ 2562

ก่อนหน้านี้ BTS ประกาศจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดไปแล้ว ในรอบผลประกอบการวันที่ 1 เมษายน 2560 – 31 มีนาคม 2561 จำนวน 0.185 บาทต่อหุ้น โดยได้รับเงินปันผลเป็นเงินสดในวันที่ 2 สิงหาคม 2561  ดังนั้นจะเห็นว่าในปี 2561 BTS จ่ายปันผลในอัตรา 0.355 บาทต่อหุ้น

ทั้งนี้ หากพิจารณาโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ BTS  ณ วันที่  21 มกราคม 2562 พบว่า “คีรี กาญจนพาสน์” ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับแรก จำนวน 2,891.16 ล้านหุ้นคิดเป็น 24.41% ดังนั้นหากนำมาคำนวณกับเงินปันผลรอบปี 2561 “คีรี”จะได้รับเงินสดประมาณ 1,026 ล้านบาท ขณะที่บุตรชายอย่าง “กวิน กาญจนพาสน์” ถือหุ้น BTS 602.45 ล้านหุ้น ดังนั้นน่าจะได้รับเงินปันผลปีละ 201 ล้านบาทต่อปี

สำหรับการเคลื่อนไหวราคาหุ้น BTS ในรอบปี 2561 พบว่า ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 15.06% จากราคา 8.30 บาทเป็น 9.55 บาท โดยราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปสูงสุดที่ 9.90 บาท ต่ำสุดที่ 7.75 บาท และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 8.96 บาท ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่  1.13 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากเงินสดที่มาจากหุ้นปันผลของ BTS แล้ว ทั้ง 2 พ่อลูก ยังถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อีกจำนวนไม่น้อย และแต่ละบริษัทก็มีการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดเช่นกัน

หุ้นที่ถือในพอร์ตลงทุนของ “คีรี กาญจพาสน์” ประกอบ หุ้น BTS 2,891.16 ล้านหุ้น คิดเป็น 24.41% หรือมีมูลค่าถือครองปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท หุ้น BTSGIF 91.70 ล้านหน่วย คิดเป็น 1.58% คิดเป็นมูลค่า 1.07 พันล้านบาท หุ้น VGI 47.11 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.58% มีมูลค่า 369.37 ล้านบาท ขณะที่ถือครองผ่านลูกชาย คือ “กวิน กาญจนพาสน์” ถือหุ้น BTS 602.45 ล้านหุ้นคิดเป็นมูลค่ารวม 5.84 พันล้านบาท  อย่างไรก็ตามจะเห็นว่า ทั้งพ่อและลูก ถือหุ้นโดยตรง ใน 3 บริษัท มีมูลค่ารวมกันกว่า 3.53 หมื่นล้านบาท

จากการสำรวจความเห็นของโบรกเกอร์ ส่วนใหญ่ยังคงแนะนำให้ซื้อหุ้น BTS เพราะในระยะยาวมีการเติบโตต่อเนื่อง รวมทั้งมีโครงการใหม่ๆเข้ามาเพื่อเพิ่มศักยภาพในอนาคตได้เป็นอย่างดี

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ประเมินว่า การที่ BTS วางเป้าผู้โดยสารแตะ 1.5 – 2 ล้านคนต่อวันในอีก 2 ปีข้างหน้า หรือภายในเดือนตุลาคม 2564 จากเดิมที่มีปริมาณผู้โดยสารราว 8 แสนคนต่อวัน เนื่องจากบริษัทมีแผนการเปิดเส้นทางเดินรถเพิ่มเป็น 133.7 กิโลเมตร จากปัจจุบันอยู่ที่ 48.9 กิโลเมตร

ในปี 2562 บริษัทจะเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือเพิ่ม 1 สถานี คือสถานีห้าแยกลาดพร้าว และในปี 2563 บริษัทมีแผนเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวอีก 18.2 กิโลเมตร, สายสีชมพู 34.5 กิโลเมตร, สายสีเหลือง 30.4 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ส่วนสายสีทอง 1.7 กิโลเมตร

นอกจากนี้ บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้และกำไรในระยะเวลา 5 ปีเติบโตเฉลี่ยปีละ 30% ตามการเปิดให้บริการเส้นทางเดินรถเพิ่มและการเติบโตของจำนวนผู้โดยสาร ประกอบกับบริษัทมีการเติบโตจากทั้ง 4 ธุรกิจในกลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจระบบขนส่งมวลชน, ธุรกิจสื่อ, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบริการ

ฝ่ายวิจัยเห็นว่า ธุรกิจ BTS ในเรื่องรถไฟฟ้า และบริหารเดินรถ มีข้อดีคือ ไม่ผันแปรตามเศรษฐกิจเพราะเป็นสาธารณูปโภคที่ประชาชนจำเป็นต้องใช้ ช่วยลดปัญหาจราจร และไม่ก่อให้เกิดมลพิษฝุ่นละออง อีกทั้งจะเติบโตตามระยะทางที่จะบริหารได้เพิ่มเติมในอนาคต อีกทั้งการเป็นเพียง 1 ใน 2 รายของไทยเท่านั้นที่มีประสบการณ์และผลงานการบริหารเดินรถ ซึ่งอีกรายคือ BEM จึงจะได้งานในอนาคตอีกมาก ส่วน VGI ก็เติบโตจากทั้งภายในและภายนอก (การซื้อกิจการ) เป็นบริการโฆษณายุคใหม่ที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบัน และธุรกิจอสังหาฯภายใต้บริษัท U ก็ทยอยฟื้นตัว

ทั้งนี้ ราคาหุ้น BTS ทยอยปรับตัวขึ้นดี ให้ติดตามความคืบหน้าประมูลงานสายสีส้ม และรางเบา (บางนา-สุวรรณภูมิ) หากกลุ่มซีพี เจรจางานไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินไม่สำเร็จ บริษัทก็มีโอกาสจะได้แทน และการร่วมทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ – ใต้ กับ กทม. โดยประเมินราคาพื้นฐานอยู่ที่ 11 บาท

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team